สุนัย จุลพงศธรและจอม เพชรประดับ

12631433_1056974201021276_7124304070213000825_n

กิจกรรมใน….
เสาร์ที่ 24 กันยายน 2016
จะว่าเป็นงานเลี้ยงก็คงไม่ใช่
จะว่าเป็นงานบุญก็คงไม่เชิง
แต่กิจกรรมที่จะจัดขึ้นในวันนั้นจะเป็นงานใหญ่แน่นอน
ที่คนไทยผู้รักประชาธิปไตยในนครลอสแองเจลิส
และเมืองใกล้เคียงจะร่วมตัวกันจัดขึ้นเป็นเกียรติแด่ สุนัย จุลพงศธรและจอม เพชรประดับ สองนักสู้บนเส้นทางประชาธิปไตยที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเราตลอดมาเป็นเวลากว่า 2 ปีที่ผ่าน
สุนัย จุลพงศธรและจอม เพชรประดับ
หอบเสื่อผืนหมอนใบไประหกระเหินอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่เขาทั้งสองมิได้ร่ำรวยเงินทองเฉกเช่น “คงดีของอาประยุก” ที่อาก๋ง อากง อาแปะ อาม่าของผู้ประกาศตนว่า “อั๊วเป็นคงไทร้อยปูเซง” ซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาต้องหอบเสื่อผืนหมอนใบเข้ามาอาศัยใบบุญอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ครั้งอดีต
ท่านผู้มีเชื้อสายจีนเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้อย่าเพิ่งมีอารมณ์โกรธ หรือหงุดหงิด เพราะสุนัย จุลพงศธรก็มีบรรพบุรุษเป็นจีนเฉกเช่นท่าน
ทั้งสุนัย จุลพงศธร และจอม เพชรประดับ
ทำงานหนักเพียงเพื่อให้ประเทศไทย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ทั้งสองจึงไม่ร่ำรวยเงินทอง แต่ร่ำรวยเพื่อน ได้รับน้ำใจมากมายจากผู้รักความเป็นธรรมและผู้ไฝ่หาประชาธิปไตย ที่ไม่อาจหาซื้อได้ด้วยเงิน
สุนัย จุลพงศธร เดินสายตระเวนไปทั้งเมืองเล็กเมืองใหญ่เกือบทั่วทุกรัฐในสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ความรู้ประชาธิปไตยแก่คนไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นๆ ทั้งอัพเดทข้อมูลข่าวสารในประเทศไทย และยังแนะนำช่องทางในการติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยไปพร้อมๆกัน
ในขณะที่จอม เพชรประดับ
ทำงานข่าวหามรุ่งหามค่ำ สัมภาษณ์บุคคล
ออกคลิปยูทูปประเด็นร้อนซึ่งเป็นที่สนใจของสังคม
ติดตามข้อมูลข่าวสารสำคัญๆ และหาผู้รู้มาวิเคราะห์ วิพากษ์ และวิจารณ์ ทั้งด้านดีและด้านด้อยเพื่อถ่ายทอดสู่สังคมออนไลน์ต่อไปเพื่อให้ประชาชนเข้าใจในสถานการณ์
ผู้ที่ติดตามผลงานของ Jom Voice คงทราบดี
ว่าจอม เพชรประดับออกคลิปอย่างต่อเนื่องสู่สายตาของสังคมออนไลน์ติดต่อกันกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ผู้รู้หรือผ่านงานด้านนี้มาคงทราบดีว่าการทำงานเพียงคนเดียวให้ได้ผลงานอย่างที่เห็นว่ามันลำบากยากเย็นเพียงใด
งานที่จัดขึ้นเป็นเกียรติแด่
สุนัย จุลพงศธรและจอม เพชรประดับ
จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2016 นี้ ณ จุดรวมพลของคนเสื้อแดงในเมือง Bellflower เริ่มตั้งแต่เวลาบ่าย 2 โมง หรือ 14.00 น. เป็นต้นไป
และขอแจ้งล่วงหน้ามายังมิตรสหายและบรรดาผู้รักและนับถือสุนัย จุลพงศธรและจอม เพชรประดับด้วยว่างานนี้จะมีการขอบริจาค เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือสมาคมเพื่อเพื่อน (FFA) ในประเทศไทย ส่วนท่านจะบริจาคมากหรือบริจาคน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของท่าน
งานครั้งนี้อาจจะคึกคักเกินกว่าที่คาดไว้
หาก USCIS แจ้งว่าทั้งสุนัย จุลพงศธร และจอม เพชรประดับ ได้รับอนุมัติให้เป็น Asylee Permanent Resident เรียบร้อยแล้ว


ศึกจอมนาง

14364844_1076351729122461_8020904628820253242_n

14354907_1076351732455794_3262157188677700453_n 14369949_1076351765789124_1201937517617004098_n
ชายอกสามศอก แต่ใจเล็กกว่าเห็บหมา
ให้ถอยออกไปเกาะกระโปรงเมีย และคอยดูอยู่ห่างๆ
ศึกจอมนางครั้งนี้เกิดจากผู้หญิงนางหนึ่ง
แต่มีผู้ชายอกสามศอกเด้งรับเรื่องกันเกรียวอย่าง
1. นายวรงค์ เดชกิจวิกรมและมวลสมาชิกแห่งพรรคประชาธิปัตย์
2. นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute : TDRI )
3. กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ
4. องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการธุรจริตแห่งชาติ (ปปช) โดยมีนายวิชา มหาคุณ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน
5. กองทัพไทย ที่ทำตัว “ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก” ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้ารัฐบาลซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยมีหน่วย “ซีล” ของกองทัพเรือเป็นกำลังหลักในการช่วย กปปส. ป่วนเมือง
เรื่องมีอยู่ว่านางสุภา ปิยะจิตติ
ปัจจุบันได้ดิบได้ดี มีตำแหน่งใหญ่โตเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ปปช. ในรัฐบาลของประยุทธ์ จันทร์โอชาไปแล้ว อดีตรองปลัดกระทรวงการคลังซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ได้สรุปในรายงานว่าโครงการจำนำข้าวที่ทำกันมา ตั้งแต่ปี 2547 – 2552 ขาดทุน 206,718 ล้านบาท
หลังจากรายงานของนางสุภา ปิยะจิตติ เป็นข่าวออกสู่สาธารณะ ผู้ชายอกสามศอกอย่างน้อย 5 ข้อดังกล่าวข้างต้นต่างออกมารุมด่า รุมประนามนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ “โครงการรับจำนำข้าว” อย่างไม่มีชิ้นดี โดยสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เดินเกมส์ในสภา นักวิชาการจาก TDRI เดินเกมส์ผ่านสื่อมวลชน
หน่วยงานอิสระอย่าง ปปช ใช้กลไกทางกฎหมาย เพื่อเอาผิดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทุกเรื่อง ตัวอย่างเช่นตัดพยานที่ยิ่งลักษณ์เสนอไปกว่า 20 เหลือไม่กี่ปาก แถมยังเพิ่มเอกสารนอกสำนวนฟ้องอีกกว่า 60,000 หน้า
กปปส นอกจากเดินเกมส์ป่วนเมืองแล้ว ยังระดมคนไปปิดล้อมกดดันธนาคารไม่ให้ความร่วมกับรัฐบาลในเรื่องการเงิน จนรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถเบิกเงินไปจ่ายชาวนาตามโครงการรับจำข้าวได้
การป่วนเมืองของ กปปส ยังมีกองทัพแอบช่วยอยู่เบื้องหลัง จนนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร์ในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 แต่ก็ยังไม่สะใจอำนาจเก่าที่มีทั้งนักการเมือง ทหาร อำมาตย์และเครือข่ายที่ต้องการลบชื่อตระกูลชินวัตรให้หายไปจากแผ่นดินไทย เหตุการณ์ “รุมตีนยำตระกูลชินวัตร” ก็ตามมาคือ
1. วันที่ 7 พฤษถาคม 2557 – ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรักษาการ ด้วยความผิดว่าด้วยการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนสี อย่างไม่เป็นธรรม
2. วันที่ 16 มกราคม 2557 – คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ฟ้องกล่าวหา “นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” และพวก 15 ราย เกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายขายข้าว พร้อมกับมีมติไต่สวนเพิ่ม “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รักษาการนายกรัฐมนตรี ข้อหาละเลยไม่ดำเนินการระงับและยับยั้ง จนทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล
3. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 – คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ให้มีหนังสือเรียก “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รักษาการนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหา มาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบตามระเบียบไต่สวนการทุจริตในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557
4. วันที่ 23 มกราคม 2558 – สมาชิก สนช.เห็นชอบให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (อีกครั้ง) ตามข้อกล่าวหาของ ปปช ด้วยคะแนน 190 เสียง ไม่ถอดถอน 18 เสียงและงดออกเสียง 11 เสียง
5. วันที่ 30 ตุลาคม 2558 – คสช. ออกคำสั่งที่ 39/2558 คุ้มครองและนิรโทษกรรมให้คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ และพนักงานที่ทำหน้าที่ในการสอบสวนอดีตนายก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในโครงการรับจำนำข้าว ให้พ้นจากความผิดทั้งทางแพร่ง ทางอาญาและทางวินัย
6. วันที่ 18 กันยายน 2559 – คสช. ออกคำสั่งที่ 56/2559 ให้อำนาจกรมบังคับคดีในการบังคับทางปกครอง ด้วยการยึดทรัพย์ของผู้ต้องรับผิดในโครงการรับจำนำข้าวและยังคุ้มครองการปฎิบัตหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือวินัยฯ
มันเป็นการผิดขั้นตอนที่ออกคำสั่งยึดทรัพย์ผู้ถูกล่าวหาทั้งๆที่คดีทางอาญายังไม่สิ้นสุดแต่วิษณุ เครืองาม นิติบริกรผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกลับกระเหี้ยนกระหือรือจะเดินหน้ายึดทรัพย์นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ได้ตามคำสั่ง คสช.ที่56/2559
หน้าที่ลงดาบเซ็นคำสั่งปกครองจึงไปตกอยู่ที่ อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปฏิเสธที่จะลงนามโดยให้เหตุผลว่า “พี่ไม่ใช่นักการเมือง” ดังนั้นภาระจึงตกไปอยู่ที่ชุติมา บุณยประภัศร ที่จะเกษียรอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนนี้ เธอตอบกลับตรงๆว่า ““รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องทำหนังสือมอบอำนาจมาให้ดิฉันก่อนจึงจะลงนามแทนได้”
การหาแพะมารับบาปลงนามคำสั่งปกครองเพื่อยึดทรัพย์นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลายเป็นเผือกร้อนที่ใครๆก็ไม่ต้องการรับผิดชอบ ้เนื่องจากทุกคนต่างรู้ว่าคดี โครงการรับจำนำข้าว” เป็นคดีกลั่นแกล้งกันทางการเมือง การนำนโยบายที่แถลงและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วมาดำเนินการให้เป็นจริงด้วยการปฏิบัติไม่ใช่ความผิด และไม่เคยมีรัฐบาลไหนถูกฟ้องร้องมาก่อนในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล
แม้แต่วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ถึงกลับกล่าวกับคนใกล้ชิดว่าถ้าถูกบังคับให้ลงนามในคำสั่งทางปกครองให้ยึดทรัพย์นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตนจะลาออกจากราชการ
บรรดาเพศผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางบริหารและปกครองประเทศอยู่ในปัจจุบันหาชายอกสามศอกไม่ได้เลยเชียวหรือ จึงเอาภาระไปให้สตรีทั้งๆที่เธอเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ฟ้องร้องหรือผู้สนับสนุนให้เอาผิดอดีตนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด
กล้าๆหน่อยวิษณุ เครืองาม
กล้าๆหน่อยประยุทธ์ จันทร์โอชา
ลงนามด้วยตนเองเลยซิครับ มาตรา 279 พร้อมนิรโทษกรรมความผิดให้พวกท่านและคณะอยู่แล้ว ทั้งความผิดในอดีต ทั้งความผิดในปัจจุบันและและความผิดในอนาคต พวกท่านจะทำความผิดเพิ่มขึ้นอีกสักข้อโดยลงนามยึดทรัพย์อดีตนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรคงไม่เป็นไร มีมาตรา 279 รอล้างผิดให้พวกท่านอยู่แล้ว


เมืองไทย : ความยุติธรรมซื้อได้ด้วยเงิน

14202633_1069792333111734_7430941329541130836_n

ข้อเขียนนี้มาจาก
บทความของ Andrew Drummond แห่ง Irish Independent
https://www.facebook.com/kleediect/posts/1659206824391452
แค่อ่านพาดหัวก็หน้าชาแล้ว และเมื่ออ่านเนื้อหาของบทความผ่านไปทีละบรรทัด

ในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่ง ต้องบอกว่าหน้ามิได้ชาเพียงอย่างเดียว แต่บังเกิดความอับอายในสายเลือดและความเป็นไทย
อับอายที่ประเทศที่เรารักมีหน่วยงานในขบวนการยุติธรรมทั้งตำรวจและศาลซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม และต้องตัดสินคดีความอย่างเที่ยงธรรมตามกรอบของกฎหมาย กลับฉ้อฉลคดโกงในหน้าที่ เห็นเงินมีความสำคัญมากกว่าความยุติธรรม

บทความของ Andrew Drummond ระบุว่า Denis Leahy อดีตทหารและคนขับแท็กซี่ในกรุง Bublin ประเทศ Ireland ได้ฆ่าสาวไทยอายุ 24 ปี ที่ทำงานบาร์ในเมืองพัทยาเมื่อปี 2006 เธอชื่อ Bupha Tanchiangpin โดยใช้มีดแทงเธอ 22 แผล เธอเสียชีวิตแต่ Denis Leahy ลอยนวล Denis Leahy สารภาพกับ Irish Independent นสพ.ที่ใหญ่และขายดีที่สุดในประเทศ Ireland ว่าตนได้จ่ายเงินให้กับตำรวจและศาลไทยคิดเป็นเงินยูโร ประมาณ €30,000.00 เพื่อให้ได้รับการปล่อยตัวจากข้อหาฆ่าคนตาย Denis Leahy ได้เดินทางกลับ Dublin ผ่านประเทศกัมพูชาและกลับไปคืนดีกับแฟนเก่าอายุ 20 ปีชื่อ Rose Kenny และประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยอีกครั้ง

Denis Leahy อายุ 50 ปีได้ใช้มีดแทง Rose Kenny อย่างบ้าคลั่ง จะเป็นความบังเอิญหรือเป็นความจงใจก็ตาม Rose Kenny ถูกแทง 22 แผลเหมือนกับที่ Bupha Tanchiangpin เคยถูกกระทำมาก่อน แต่โชคดีที่ Rose Kenny มิได้เสียชีวิต

Denis Leahy ถูกศาลในประเทศ Ireland จำคุก 14 ปีในข้อหาพยายามฆ่าเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน 2016 ที่ผ่านมา ในขณะที่ Rose Kenny กล่าวว่าหญิงไทยที่น่าสงสารผู้นั้นก็เสียชีวิตไปแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ไทยไม่คอร์รับชั่นมากขนาดนั้นเธอและครอบครัวของเธอคงไม่ต้องประสบกับเหตุการณ์นี้
“That poor girl is still dead and if the Thai authorities weren’t so corrupt me and my family wouldn’t have gone through all this. I’m so glad it’s all over.”

ขอเอาลิ้งค์มาวางซ้ำอีกครั้ง
เพื่อความสะดวกหากท่านใดต้องการอ่านบทความอย่างละเอียด
https://www.facebook.com/kleediect/posts/1659206824391452


สุนัย จุลพงศธร นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่ถูกไล่ล่า

12495186_1045560798829283_8710655314262390068_n

มีวันนี้เพราะคำสั่งของ คสช. ที่ 3/2557 และคำสั่งที่ 53/2557
วันนี้ของสุนัย จุลพงศธร
นักการเมืองน้ำดีจากนครสวรรค์
คือวันอังคารที่ 13 กันยายน 2016
วันที่ U.S. Citizenship and Immigration Services หรือ USCIS เรียกตัวไปสัมภาษณ์ เพื่อเปลี่ยนสถานะของนักการเมืองปากกล้าผู้นี้ให้เป็นผู้ลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา ( Asylee to permanent resident ) ซึ่งจะทำให้การใช้ชีวิตมั่นคงขึ้น และลดความหวาดระแวงลง
คสช. หรือ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ”
หลังจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2014 ได้มีคำสั่งที่ 3/2557 เรียกสุนัย จุลพงศธรให้ไปรายงานตัว แต่นกรู้อย่างอย่างสุนัย จุลพงศธรมีหรือจะยอมสยบให้กับการถูกเรียกตัวไป “ปรับทัศนคติ” และหลงไหลไปกับวาทะกรรมหรูๆแต่หลอกลวงว่า “คืนความสุข” ได้ง่ายๆ หมายจับจากศาลทหารจึงตามมา ด้วยคำสั่ง คสช.ที่ 53/2557
สุนัย จุลพงศธร
เหยื่อผู้ถูกไล่ล่าจากรัฐบาลเผด็จการทหารไทยผู้นี้
ได้ใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาในช่วงระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมาอย่างอดทน ในขณะที่ส่งเรื่อง ยื่นเอกสารให้ USCIS พิจารณาเรื่องขอลี้ภัย พร้อมๆกับทำงานการเมืองคู่ขนานไปด้วยอย่างไม่ย่อท้อ
สุนัย จุลพงศธรเริ่มเข้าสู่การเมืองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 และเป็นนักการเมืองติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันโดยมีตำแหน่งสุดท้ายเป็นประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ก่อนถูกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2014
นักการเมืองผู้ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาหลายทศวรรษผู้นี้ เดินสายแวะเวียนไปทั้งเมืองเล็ก และเมืองใหญ่ที่มีคนไทยอาศัยอยู่เกือบทั่วทุกรัฐในสหรัฐอเมริกาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ความรู้ทางการเมือง เพื่อสร้างกลุ่มก้อนของคนไทยผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้แข็งแกร่งและเพื่อสร้างเครือข่ายให้เชื่อมโยงกันจากทุกรัฐในสหรัฐอเมริกาและจากหลายประเทศ
สุนัย จุลพงศธรจึงมีเพื่อนและคนรู้จักมากมาย มีแฟนคลับอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกาและจากหลายประเทศที่ติดตามผลงานของนักการเมืองรุ่นใหญ่ผู้มากประสบการณ์ผู้นี้ ทางรายการวิทยุออนไลน์ คลิปยูทูป และสังคมออนไลน์
การสัมภาษณ์เพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ลี้ภัยของสุนัย จุลพงศธร เมื่อวันอังคารที่ 13 กันยายน 2016 ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงผ่านไปอย่างราบรื่น โดยมีประจวบ เจริญสุข แกนนำคนสำคัญของ RED USA ทำหน้าที่เป็นล่าม ผลการสัมภาษณ์ทาง USCIS จะแจ้งให้ทราบใน 2 สัปดาห์
เพื่อน คนรู้จักและแฟนคลับ
จะดีใจเป็นอย่างยิ่งถ้าทาง USCIS จะแจ้งให้ทราบในเวลาอีกไม่นาน ว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี


ประยุทธ์ จันทร์โอชา แก้ผ้าให้ชาวโลกดูอีกแล้ว

14322693_1073175856106715_2141722003984396704_n

เรื่องแก้ผ้าที่ว่าสืบเนื่องมาจากคำพูดของพุทธะอิสระ
อาจารย์ผู้ปิดนะหน้าทองให้กับบรรดาขุนศึก ขุนพลตัวเอ้ๆแห่งบุรพาพยัคฆ์ที่มีประยุทธ์ จันทร์โอชารวมอยู่ด้วย
พุทธะอิสระโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นว่าท่านผู้นำบ่นน้อยใจเนื่องจากมีคนเข้ามาดูเพจของรัฐบาลน้อยกว่า เพจของ “เน วัดดาว”
เพจของรัฐบาล มีคนเข้ามาดูแค่ ๒ หมื่นกว่าคน มีคนกดไลค์แค่ ๑๔๐ คน แต่เพจของ “เน วัดดาว” มีคนเข้ามาดู ๑ ล้านกว่าคน มีคนกดไลค์หลักพัน http://www.matichon.co.th/news/110898
คนคิดน้อยอย่างประยุทธ์ จันทร์โอชา
และคนไร้ความคิดอย่างพุทธะอิสระที่เอาเรื่องนี้มาตอกย้ำ หารู้ไม่ว่ามันทำให้หนังราชสีห์ที่ห่อหุ้มคนโกหก หลอกลวงประชาชนอย่างประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกกระชากออก เหลือแต่ตัวเปล่าๆให้ประชาชีเห็น ว่ามีไฝ มีฝ้าหลบซ่อนอยู่ในซอกไหน หลืบไหนบ้าง
ไหนๆท่านผู้นำก็แก้ผ้า เปลือยร่างให้ประชาชนดูแล้ว ข้อเขียนนี้จึงอยากถามผู้อ่านว่าท่านเห็นไฝฝ้าที่ไหนบ้าง จากเรื่อง “น้อยใจ” ที่ท่านผู้นำบ่นให้ชาวโลกฟัง
ข้อเขียนนี้ขอเริ่มจาก
1. เรื่องของ “เน วัดดาว….”
คำถามคือท่านผู้นำเอาตัวไปเปรียบเทียบกับ “เน วัดดาว” ทำไม ท่านคิดว่าตัวท่านอยู่ในระดับเดียวกันกับ “เน วัดดาว” หรืออย่างไร ไม่ว่าจะมองซอกไหนหรือหลืบมุมใด ข้อเขียนนี้บอกได้คำเดียวว่าประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่มีอะไรจะเอาไปเปรียบเทียบกับ “เน วัดดาว” ได้เลย
“เน วัดดาว” คืออันธพาลที่กลับตัวเป็นคนดีจนกลายเป็นไอดอลของคนจำนวนมาก แต่ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นโจรที่ยังไม่กลับใจ ยังกดขี่ เข่นฆ่าประชาชนอย่างไม่เคยรามือ การที่คนเข้าไปดูเพจของรัฐบาลแค่หลักหมื่นถือว่ามากเกินความคาดหมายไปไกลแล้ว
http://hilight.kapook.com/view/135607
2. สมุนลิ่วล้อและบริวาร
ก. ข้าราชการพลเรื่อนที่มีประมาณ 5 ล้านคน (ยังไม่รวมครอบครัว)
ข. กองทัพไทยที่มีกำลังพลประมาณ 4 แสนคน (ยังไม่ร่วมครอบครัว)
ค. มวลมหาประชาชนของ กปปส อีกนับล้านคน
ง. พ่อค้าและนักธุรกิจ(ผู้ใจดีให้ส่วนต่างมากไป) อีกนับพัน
จ. นักการเมืองใฝ่เผด็จการอีกเป็นพัน (ถ้ารวมครอบครัวและหัวคะแนนด้วยจำนวนคงเพิ่มเป็นหมื่น) และ สว สนช อีกนับร้อย
ฉ. พนักงานรัฐวิสาหกิจอีกหลายหมื่น
ช. ประชาชนที่เกลียดตระกูลชินวัตร อีกจำนวนหนึ่ง http://www.thairath.co.th/content/edu/119382
เมื่อรวมจำนวนของบรรดาลิ่วล้อคนของรัฐบาลและผู้ชื่นชอบประยุทธ์ จันทร์โอชาจากข้อ ก. ถึง ข้อ ช. ต้องมีจำนวนอย่างต่ำๆ 6-7 ล้านคน แต่ใยจึงมีคนเข้าไปดูเพจของรัฐบาลเพียง 2 หมื่นคน คิดเป็นเปอร์เซนต์แล้วมันน่าตกใจจริงๆ เพราะมันต่ำกว่า 0.25 เปอร์เซนต์ของจำนวนสมุนบริวารและลิ่วล้อ ทั้งๆที่บริหารประเทศมานานกว่า 2 ปี
ถ้าเอาเพจของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเปรียบเทียบกับเพจของยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่ถูกทำรัฐหารโค่นอำนาจกลายเป็นคนธรรมดามากว่า 2 ปีเท่ากับระยะเวลาที่ประยุทธ์ จันทร์โอชาขึ้นครองเมือง ประยุทธ์ จันทร์โอชาคงไม่บ่นแค่น้อยใจเท่านั้น แต่อาจตรมตรอมจนขาดใจตายไปแล้ว
เพจของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีคนเข้าไปดูเป็น 10 ล้าน เฉพาะไล้ท์อย่างเดียวก็มากกว่า 5 ล้านไล้ท์ไปนานแล้ว
3. โพลลวงโลก
ถามว่าโพลจากสำนักต่างๆที่ทะยอยออกมาหลอกลวงประชาชนเป็นระยะๆว่าประชาชนชื่นชอบประยุทธ์ จันทร์โอชามากกว่า 90 เปอร์เซนต์ และมีคนอยากให้ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก 80-90 เปอร์เซนต์คงไม่ใช่เรื่องจริง
ถ้าประชาชนไทยซึ่งมีประมาณ 70 ล้านคนนิยมชมชอบประยุทธ์ จันทร์โอชามากกว่า 90 เปอร์เซนต์จริงตามที่โพลระบุ ก็คงมีคนเข้าไปดูเพจของรัฐบาลกันถล่มทลาย แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
หรือถ้าเพียง 10 เปอร์เซนต์ของกำลังพลแห่งกองทัพไทยซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของประยุทธ์ จันทร์โอชาซึ่งมีประมาณ 4 แสนคน. (ทั้งนี้ยังไม่นับรวมสมาชิกในครอบครัวของบรรดาทหารแห่งกองทัพไทย) เข้าไปดูเพจของรัฐบาลแล้วไซร้ จำนวนผู้เข้าไปดูเพจอย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นคนแต่จะไล้ท์จำนวนเท่าใดนั้นคงบอกไม่ได้เพราะเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น
เพียงเสียงบ่น เสียงรำพันไม่กี่คำว่าน้อยใจ
ความจริงเรื่องโกหกหลอกลวงประชาชนก็หลั่งไหลออกมาไม่หยุด หนังราชสีห์ที่ห่อหุ้มร่างกายไว้ กลับถูกอาจารย์ของตนกระชากออกมาให้ประชาชนเห็นเอง จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามแต่ประชาชนก็ได้เห็นแล้ว
จึงขอสงสารประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามพุทธะอิสระไปด้วยคนว่ามีประชาชนเข้าไปดูเพจของรัฐบาลเพียง 2 หมื่นคน น้อยกว่า “เน วัดดาว”


คสช.ควรนิรโทษกรรมให้ประชาชน คำสั่ง 55/59 ไม่ทำให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยดีขึ้น

image

วิญญัติ ชาติมนตรี

แม้จะมีการประกาศยกเลิกให้ พลเรือนไม่ต้องขึ้นศาลทหาร ตาม คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 55/2559 ลงวันที่ 12 กันยายน 2559 ซึ่งในทางสาธารณะอาจดูเป็นการผ่อนปรน หลังจากผู้เห็นต่างทางการเมือง ได้ถูก คสช.ใช้มาตรการ กดดันโดยใช้กระบวนการทางกฎหมายกำถูกเขียนขึ้นโดย คณะ คสช.มาเป็นเวลากว่า 2 ปี

แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาแม้ว่าจะมี คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 55/2559 ออกมาแล้วก็คือ

ตามความในข้อ 2 ระบุว่า

” ข้อ 2 ให้เจ้าพนักงานตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังคงมีอํานาจหน้าที่ตามคําสั่งดังกล่าวต่อไป”

แต่ข้อเท็จจริงที่ได้พบเห็นและปรากฎในทางคดี คือ

1. ทหารเป็นผู้นำตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของหน่วยงานที่ “เข้า” จู่โจมบ้านเรือนประชาชน เพื่อตรวจค้น จับกุม โดยไม่มีหมายของศาล แล้วนำตัวไปคุมขังในสถานที่ซึ่งมักจะเป็นค่ายทหาร เรียกว่า “เชิญตัว” (พฤติการณ์ คือ การจับกุม) เพื่อสอบสวนในสถานที่ปิดโดยทหาร เรียกว่า “ซักถาม” พบว่าบางรายจะถูกปิดตาและมีเครื่องพันธนาการไว้ขณะสอบสวน

2. การสอบสวน (หรือทหารเรียกว่า “ซักถาม”) จะทำการรีดข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ ที่ไม่มีคนภายนอกรับรู้ นอกจากตัวเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้ถูกสอบสวน แล้วเอาข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อเท็จจริง เพื่อเรียบเรียงเรื่องราว ตามที่ต้องการ หรือตามที่พอจะมีมูล ในการตั้งข้อหา ผู้ถูกจับกุมบางรายมีข้อเท็จจริงพาดพิงเกี่ยวข้องเล็กน้อย แม้การกระทำไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางอาญา แต่ก็ถูกตั้งข้อหาหนักอย่างไม่สมเหตุสมผล

3. เมื่อเสร็จขั้นตอนของทหาร (ซึ่งพยายามให้เสร็จภายใน 7 วัน) ทหารจะนำตัวผู้ถูกสอบสวนพร้อมบันทึกการซักถามนั้น มาส่งมอบให้พนักงานสอบสวน นำมาเป็นข้อเท็จจริงในการสอบปากคำทั้งหมด จากนั้นทางตำรวจจึงจัดแถลงข่าว แจ้งข้อกล่าวหา เพื่อสอบปากคำตามกระบวนการ ป.วิ.อาญา โดยให้ยืนยันบันทึกการซักถามนั้นด้วย หากสอบสวนได้รวดเร็ว จะส่งตัวไปฝากขังที่ศาลทหาร (ความผิดตามประกาศ คสช.) หรือศาลยุติธรรม โดยคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วย พบว่า บางคดีหมดเวลาราชการก็ฝากขังได้ แต่หมดโอกาสประกันตัว

4. ขณะนำตัวมาส่งมอบพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) จะมีทนายความซึ่งมาจากสภาทนายความ ที่มักจะไม่ได้รับความไว้วางใจหรือให้คำปรึกษากับผู้ถูกแจ้งข้อหาได้ โดยไม่ให้ทนายความด้านสิทธิฯ หรือทนายความส่วนตัวเข้าพบในทันที จะพบได้เมื่อนำตัวไปฝากขังที่ศาล นั่นคือ เมื่อเสร็จกระบวนการของตำรวจแล้ว

หากเป็นคดีที่น่าสนใจของประชาชน จะนำตัวไปชี้ที่เกิดเหตุ และทำแผนประกอบคำรับสารภาพ มีคอมมานโดหรือหน่วยสวาทพร้อมอาวุธครบมือ (ใครจะกล้าหือ หรือขัดขืน) นั่นคือ ศาลจะมองว่า “ถ้าไม่จริง ทำไม? จำเลยก็ไม่โวยวาย”

5. ข้อเท็จจริงจากการซักถาม จะถูกนำมาทำแผนผังโยงใยตัวบุคคล ทั้งในคดี และทั้งที่ยังไม่ตั้งประเด็นดำเนินคดี แผนผังนั้นจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ และสุดท้ายจะถูกนำไปฟ้องคดีต่อศาล และอ้างเป็นพยานหลักฐานว่า จำเลยรับสารภาพโดยสมัครใจ มีการแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาแล้วทุกประการ

สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างภาระอันใหญ่ยิ่งให้กับผู้ถูกกล่าวหา เพราะจากการสูญเสียอิสระภาพตั้งแต่วันแรก ถูกสอบสวนมาราธอน ไม่มีทนายความที่ไว้วางใจให้คำปรึกษา ถูกตั้งข้อหาหนักเกินจริง นอกจากผู้ต้องหาแล้วครอบครัวของพวกเขา ย่อมได้รับผลกระทบ ชีวิตพวกเขาพังทะลาย ไม่มีใครหน้าไหนรับผิดชอบ

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ได้ซ่อนอยู่ในแนวปฏิบัติของเจ้าพนักงานฯ ตามคำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13 /2559 และยังดำรงอยู่ต่อไปแม้ว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 55/2559 จะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม

ดังนั้นแล้ว หาก คสช.มีความจริงใจในการผ่อนแรงกดดัน ลดการคุกคามต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองจริงๆแล้ว คสช.ควรที่จะทบทวน และยกเลิก ประกาศ คสช. ที่ให้อำนาจทหารเป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบภายในประเทศ มีอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 และ ที่ 13/2559 และยกเลิกประกาศที่ให้ดำเนินคดีกับพลเรือนในศาลทหารที่ผ่านมาด้วย เพราะบ้านเมืองนี้ควรจะกลับสู่ภาวะปกติ อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ ประชาชน ซึ่งเชื่อว่าย่อมจะส่งต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการปกครองของประเทศชาติได้

แต่ที่สุดแล้วสิ่งที่ คสช.ควรจะทำก็คือ การนิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกดำเนินคดี ถูกบังคับด้วยเงื่อนไขเพื่อจะดำเนินคดีและถูกกล่าวหาเสียทั้งหมดให้จบสิ้นไป จึงจะเรียกว่า มีความสามัคคีปรองดอง เป็นการสร้างสงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง


เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

14322524_1070448666379434_7649891157692431748_n

เมื่อ 30-40 ปีก่อน
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีอาวุโสอายุ 76 ปี
เคยมีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องชื่นชอบทั่วฟ้าเมืองไทย
แต่เหตุไฉนใยมาเสียคนตอนที่อายุย่างเข้าสู่วัยชรา
ในช่วงเวลาที่อายุกำลังจะดับขัย ไปสู่ภพภูมิแห่งใหม่

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2483
เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2536 สาขาวรรณศิลป์ เป็นกวีรางวัลซีไรต์และเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ปัจจุบันกวีผู้โด่งดังที่ได้รับรางวัลเกียรติยศหลายรางวัลผู้นี้ ได้กลายเป็นบุคคลแถวหน้าที่บูชาลัทธิเผด็จการ เหยียบย่ำระบอบประชาธิปไตยและก้าวเดินห่างออกไปจากความถูกต้องชอบธรรมจนหาทางกลับไม่เจอมานานแล้ว

การยกย่องชื่นชมในผลงานและคุณงามความดีที่ประชาชนไทยเคยมีให้กับบุคคลผู้นี้ในอดีตค่อยๆเลือนลางและจางหายไปในที่สุด มันจางหายไปจากความนิยมและมันยังจางหายไปจากความทรงจำของคนไทยหลายสิบล้านคนอีกด้วย

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
คือตัวแทนของอำมาตย์และเผด็จการในสายตาของคนไทยในปัจจุบัน ผลงานด้านกวีนิพนธ์ของเขาในรอบหลายปีที่ผ่านมาบ่งบอกถึงสันดานและจิตใต้สำนึกของผู้กดขี่ที่ระบายสันดานและจิตใต้สำนึกนั้นผ่านอักขระที่ร้อยเรียงเป็นบทกวีเพื่อเหน็บแนบ เสียดสีด่าว่า ทั้งถากถางและป้ายสี ประชาชนและผู้ใฝ่หาประชาธิปไตย เพียงเพื่อเอาใจเผด็จการและอำมาตย์ที่ปรนเปรอตนด้วยตำแหน่งและเงินทองเท่านั้น หาได้มีคุณธรรมและจริยธรรมใดๆไม่
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กับบทกวีชิ้นล่า
ว่าด้วยเรื่องของประชาธิปไตยโดยอ้างว่าเป็นคำกล่าว ของสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา Sen. Elizabeth Warren นั้นบิดเบือนความจริง กลายเป็นประเด็นร้อนเป็นที่ถกเถียงของสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ จากบทกวีที่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เขียนว่า “ประเทศไทยนั้นไม่ได้อยู่ได้เพราะประชาธิปไตย….แต่ยั่งยืนอยู่มั่น ด้วยกำลัง”
กวีบทนั้นร้อยเรียงอย่างที่เห็นในภาพข้างล่างภายใต้ชื่อว่า “กำลังพล” หาก Sen. Elizabeth Warren มาอ่านพบบทกวีชิ้นนี้เข้า ถ้าไม่กลั้นใจตายเสียก่อน คงเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันอย่างแน่นอน

คำปราศรัยของ Sen. Elizabeth Warren จากรัฐ Massachusetts ไม่เหมือนกับสาระของบทกวีที่เนาวรัตน์ พงษไพบูลย์ประพันธ์แม้แต่น้อยทั้งๆที่แอบอ้างว่าเธอเป็นผู้พูด Sen. Elizabeth Warren ปราศรัยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2016 ใช้เวลาปราศรัย 12 นาทีตามลิ้งค์ที่แนบมา http://time.com/…/elizabeth-warren-donald-trump-republica…/…
(ขอผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและผู้รอบรู้ด้านการเมืองอเมริกันกรุณาถอดความเป็นภาษาไทยเป็นวิทยาทานให้กับเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ด้วยจะเป็นกุศลอย่างใหญ่หลวง)

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมควรถูกถอดออกจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติและคืนเงินรางวัล เงินเดือนและผลประโยชน์ต่างๆที่ได้รับมากลับให้ “สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ” ไป เนื่องจากไม่ได้ทำประโยชน์ให้สังคมและมนุษยชาติ ทั้งยังไร้ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมตามคุณสมบัติข้อที่ 7 และข้อที่ 6 ที่ “สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ” ตั้งไว้ป็นมาตรฐานในการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ 7 ประการดังนี้คือ
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทยและยังมีชีวิตอยู่ในวันตัดสิน
2. เป็นผู้มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ และมีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับของวงการศิลปะในแต่ละแขนง
3. เป็นผู้สร้างสรรค์ พัฒนาศิลปะ และสืบสานศิลปะ ในแต่ละแขนงจนถึงปัจจุบัน
4. เป็นผู้ผดุง และถ่ายทอดศิลปะในแต่ละแขนง
5. เป็นผู้ปฏิบัติงานศิลปะแต่ละแขนงอยู่ในปัจจุบัน
6. เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความรักในงานศิลปะวิชาชีพ
7. เป็นผู้มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและมนุษยชาติ
คุณสมบัติทั้ง 7 ประการข้างต้นเลื่อนลอยกว่าคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. ที่บรรดาลิ้วล้ออำมาตย์เผด็จการหยามเหยียดว่าเป็นคนเลวเป็นไหนๆ ทั้งยังได้รับการคัดเลือกจากบุคคลเพียงหยิบมือเดียว ไม่ใช่จากการลงคะแนนเสียงของประชาชนจำนวนหมื่นจำนวนแสนอย่างการเลือก สส. แต่อย่างใด
นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติยังได้รับผลประโยชน์มากมายซึ่งเป็นเงินภาษีที่เก็บมาจากประชาชน
จากปี พ.ศ. 2536 ที่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์มาจนถึงปัจจุบันได้สวาปามผลประโยชน์ที่ปรนเปรอให้จากภาษีของประชาชนไปแล้วเท่าไร เคยนึกถึงข้าวแดงแกงร้อนที่ประชาชนราดหัวให้บ้างไหม
ผลประโยชน์ที่ศิลปินแห่งชาติได้รับตามกฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติที่ระบุไว้ข้างล่างมีไม่น้อยเลยจริงๆ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์และ/หรือกินเงินเดือนจากเงินภาษีของประชาชนสมควรต้องถูกตรวจสอบโดยประชาชน
ตั้งแต่มีการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติคนแรกมาจนถึงคนปัจจุบันได้มีการตรวจสอบกันบ้างไหมว่ามีคุณสมบัติ มีคุณธรรมและมีจริยธรรมครบถ้วนอยู่หรือไม่อย่างไร หรือว่าได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติแล้ว ก็คือเป็นแล้วเป็นเลย แค่คอยแบมือรับแล้วสิทธิประโยชน์ 7 ประการตามที่ระบุไว้ข้างล่างก็พอ โดยจะทำตัวอย่างไรก็ได้ ไม่แยแสว่าประชาชนเจ้าของภาษีจะถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไร
สิทธิประโยชน์ตอบแทน 7 ประการ ที่ศิลปินแห่งชาติได้รับจากกองทุนส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยไม่แคร์ว่าประชาชนผู้เสียภาษีกินอยู่อย่างไรมีดังนี้
1. เงินตอบแทนรายเดือนตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ 20,000 บาทต่อเดือน
2. สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลเฉพาะตัวตามระเบียบราชการ ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
3. เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง ไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง
4. ค่าของเยี่ยมผู้ป่วย (เฉพาะผู้ป่วยที่เป็นศิลปินแห่งชาติ) หรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 3,000 บาทต่อครั้ง
5. เงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลศพ 20,000 บาท
6. ค่าเครื่องเคารพศพตามประเพณีที่เหมาะสมเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 3,000 บาท
7. เงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 150,000 บาท

พิจารณาจากคุณสมบัติ
และผลประโยชน์ที่ศิลปินแห่งชาติได้รับ
ประชาชนคงต้องร่วมกันส่งเสียงดังๆไปยัง
สำนักงานคณะกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติว่าคนดีที่
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติอย่างเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ยังจะดำรงตำแหน่งเป็นศิลปินแห่งชาติต่อไปได้อีกหรือ
หากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ยังเห็นว่าคนที่ต่อต้านประชาธิปไตย บิดเบือนความจริง ด่าว่าให้ร้ายผู้อื่นอย่างเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ยังเป็นคนดีที่ท่านเต็มใจและสมัครใจเลือกให้คงอยู่ในตำแหน่งเป็นศิลปินแห่งชาติต่อไป ประชาชนคงไม่มีอะไรจะกล่าวอ้าง
นอกจากกระซิบเบาๆด้วยเสียงแผ่วพริ้วข้างติ่งหูของท่านว่า
“ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป …”
ข้อเขียนนี้ไม่มีข้อเรียกร้องใดๆ
ถ้าสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติไม่ปลดเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ออกจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ ก็ขอให้บอกต่อคน “ดีแตก” อย่างเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ว่าประชาชนเรียกร้องให้ลาออกเอง

RED USA
September 10, 2016


เสรี วงษ์มณฑาอยู่ไหน?

screen-shot-2016-09-08-at-1-08-44-pm

มีเรื่องที่ “นะยะ” จะต้องรู้นะตะเอง
ไม่ว่า “นะยะ” ยังอยู่ในประเทศไทยหรือไปเริ่ดอยู่ที่อเมริกาแล้วก็ตาม ต้องอ่านจดหมายของ RED USA ถึง Glyn T. David เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาฉบับนี้ให้ได้นะตะเอง
คนมีคุณภาพสูงกว่าคนรากหญ้า 15 ล้านคนอย่าง “นะยะ” คงอ่านและเข้าใจจดหมายที่เขียนโดยไม่ต้องพากษ์ไทย กระนั้นก็ตามข้อเขียนนี้ขอถือสิทธิสรุปสาระของจดหมายให้พี่น้องประชาชนและคนรากหญ้าอย่างสั้นๆ ถึงแม้ RED USA มั่นใจเกินร้อยว่าคนรากหญ้าเป็นพันเป็นหมื่นมีความรู้และการศึกษาสูงไม่น้อยไปกว่า “นะยะ” ก็ตาม

สำหรับเวอร์ภาคภาษาไทยเกี่ยวกับเสรี วงษ์มณฑา
คนรากหญ้าและแฟนคลับของ RED USA FaceBook ติดตามอ่านได้ในตอนท้ายของข้อเขียนนี้ ต่อจากจดหมายถึงเอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำประเทศไทย
สาระสำคัญในจดหมายของ RED USA
ลงวันที่ 8 กันยายน 2016 ถึง Glyn T. David
คือเรียกร้องให้สถานเอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำประเทศไทย งดการออกวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาแก่เสรี วงษ์มณฑา และถ้าหากออกให้ไปแล้ว RED USA ขอเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาเพิกถอยวีช่านั้นโดยทันที
ทั้งนี้เนื่องจากเสรี วงษ์มณฑามีส่วนร่วมในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงซึ่งตามประกาศของประธานาธิบดีบารัค โอบามาลงวันที่ 4 สิงหาคม 2011 ห้ามบุคคลที่ทำความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามประกาศประธานาธิบดีฉบับนี้ เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาและ/หรือตั้งหลักแหล่งพำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

จดหมายจาก RED USA
ถึง Glen T. David เอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำประเทศไทย มีรายละเอียดดังที่แนบมาข้างล่างนี้

screen-shot-2016-09-08-at-1-12-19-pmscreen-shot-2016-09-08-at-1-14-26-pm

______________________________
September 8, 2016
His Excellency, Ambassador Glyn T. Davies
American Embassy
95 Wireless Road,
Bangkok 10330, Thailand
Re: Reporting of a human rights violator: Seri Wongmonta
Dear Ambassador Davies:

On August 4, 2011, President Obama signed into law the following declaration which will have an impact on a number of people attempting to travel to the United States. The presidential proclamation could be summarized as the suspension of entry as immigrants and nonimmigrants of persons who participate in serious human rights and humanitarian law violations and other abuses.
As you know, Thailand’s draconian lese majeste law (Article 112) is an extremely anti-human rights law. It prohibits people from speaking their mind and telling the truth regarding the king, queen, heir apparent and regents. It carries a very harsh punishment of 3-15 years in jail for each offense.

Unfortunately, some individuals abuse this law and file the complaint with the police causing great misery including mental anguish to the accused. This action is a blatant violation of human rights and humanitarian law violations.
I wish to report to you Seri Wongmonta, a vocal anti-human rights activist and an active supporter of lese majeste law. He was reported to have filed Article 112 with the police against human rights activists who oppose his views as a revenge.
Seri Wongmonta is also one of the hardcore yellow-shirt leaders, who illegally staged a demonstration with his hooligan mobs in shutting down Bangkok from November 2013 thru May 22, 2014. They occupied the government buildings, cutoff their utilities, attempted to enter the US Embassy and demanded that Kristy Kenny, our ambassador at the time leave Thailand. They had successfully overthrown an elected government by encouraging a coup d’é·tat. Under his lobbying efforts, several new draconian laws have been implemented and included in the current army’s draft constitution.
In view of the above, he should not be granted US visas due to his anti-human rights and anti-democracy movements in Thailand. If the visas had been inadvertently issued, please revoke them.
Presently, he is bragging with the Thai mass media that he is buying a property in Chicago and that he will likely enter the United States as a permanent resident or temporary tourist visa which he might have obtained earlier.
If you need further information, please feel free to advise. Thank you.

Kim Lee (aka Prachuab Charoensuk)
Redusa1975@gmail.com
1-562-637-3326
____________________________________
เวอร์ชั่นจดหมายภาคภาษาไทย
จาก RED USA ว่าด้วยเรื่องของเสรี วงษ์มณฑา มีดังนี้
____________________________________
เสรี วงษ์มณฑา จะไปอยู่อเมริกา
นอกจากฟังดูพิกลแล้ว ยังมีกลิ่นทะแม่งๆอีกด้วย
เรื่องสนธิ ลิ้มทองกุล ติดคุก 20 ปี
กับเรื่องเสรี วงษ์มณฑา จะไปใช้ชีวิตที่อเมริกา
ดูเหมือนมีนัยยะที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไรชอบกล
หรือว่าเสรี วงษ์มณฑา จะชิงเอาตัวรอดหนีคุก
ก่อนที่คดีจะถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาล
ขนาดสนธิ ลิ้มทองกุลที่ว่าแน่ๆยังโดนไปแล้ว 20 ปี
สนธิ ลิ้มทองกุล
แกนนำ พธม.หรือที่มีชื่อเต็มว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2016 ยืนตามคำตัดสินของศาลอุธรณ์ให้จำคุก 20 ปีในข้อหาปลอมแปลงเอกสารในการกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆที่มีทั้งยึดทำเนียบรัฐบาล ทั้งปิดสนามบินและอีกหลายข้อหาคงทะยอยตามกันมา ถ้าแบ็คของสนธิ ลิ้มทองกุลยังไม่ปรากฎตัว ยังนอนหลับไม่รู้ ยังนอนคู้ไม่ตื่นอยู่อย่างนี้
เสรี วงษ์มณฑา
แกนนำคนสำคัญของ กปปส ที่มีชื่อเต็มยาวเหยียดเหมือนขบวนรถไฟว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นหนึ่งในแกนหลักของ กปปส. ในการวางแผนและปฏิบัติการ shut down กรุงเทพมหานคร
เสรี วงษ์มณฑา
มีข้อหาติดตัวร่วม 8 ข้อกล่าวหา ตั้งแต่ข้อหากบฎ ข้อหายุยงให้ร่วมกันหยุดงาน ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ข้อหาในการก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง มีส่วนร่วมในการยึดที่ทำการและอาคารต่างๆของรัฐบาล มีส่วนในการเสียชีวิตของประชาชนและคนของรัฐมากกว่า 20 คน มีส่วนในการขัดขวางการเลือกตั้ง และมีส่วนในการส่งเสริมการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ไม่ว่าเสรี วงษ์มณฑา
จะเดินทางไปใช้ชีวิตตอนแก่ในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ควรจะตอบข้อข้องใจของประชาชนอย่างน้อย 2 ข้อคือ
1. เสรี วงษ์มณฑา ที่เคยด่าว่าประนามสหรัฐอเมริกาอย่างสาดเสียเทเสีย เคยร่วมขับไล่ Kristy Kenny เอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำประเทศไทยจะอธิบายต่อประชาชนและสมาชิก กปปส ว่าอย่างไรเกี่ยวกับการวางแผนไปใช้ชีวิตในประเทศที่ตนเองเกลียดและก่นด่าสาปแช่งมาก่อน
2. สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเสรี ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ผู้ชายกับผู้ชาย หรือผู้หญิงกับผู้หญิงจะแต่งงานกันกฎหมายก็ไม่กีดกั้นขัดขวาง หรือเสรี วงษ์มณฑาจะไปร่วมเรียงเคียงหมอนกับหนุ่มรูปงามที่บรรลุนิติภาวะแล้วก็คงไม่ผิดกฎหมายของสหรัฐอเมริกาแต่ประการใด
แต่ที่เสรี วงษ์มณฑาต้องตอบด้วยตนเองว่าจริงหรือไม่จริงกับเสียงร่ำลือที่ว่าเคยล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กหนุ่มๆ เคยล่อลวงเด็กหนุ่มเพื่อความสุขทางเพศด้วยเงินทองและข้อแลกเปลี่ยนอย่างอื่น
ตอบให้ประชาชนหายข้องใจด้วยนะตะเอง


ชีวิตของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย

image

ชีวิตของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย
คงต้องเร่รอนระหกระเหินอย่างนี้กระมัง
จอม เพชรประดับ จึงได้รับคำขาดเมื่อเช้าวันเสาร์
ก่อนเดินทางไปซานฟรานซีสโกเพื่อเตรียมตัวสัมภาษณ์เรื่องการเปลี่ยนสถานะภาพเป็นผู้ลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาซึ่งจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 6 กันยายนนี้
คำขาดที่จอมได้รับเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2016
คือจอมต้องย้ายออกจากที่พักและที่ทำงานปัจจุบันซึ่งจอม เพชรประดับอาศัยพักพิงและทำงานมาประมาณ 8 เดือน การย้ายที่อยู่และที่ทำงานครั้งนี้จะเป็นครั้งที่สามในระยะเวลา 2 ปีกว่าๆที่นักข่าวผู้นี้ใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา
ทั้งจอม เพชรประดับ
และเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์อย่าง RED USA
ต่างมีอาการเครียดและวิตกว่าเมื่อจอมกลับจากซานฟรานซีสโก้แล้ว
จะไปพักที่ไหน จะใช้สถานที่ใดเป็นที่ทำงาน หรือว่าจอม เพชรประดับจะกลายเป็นพวก homeless ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา
แต่คนดีย่อมตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
หลังจากถูกยื่นคำขาดให้ออกจากที่พักเดิมไม่ถึง 3 ชั่วโมง
มีผู้อาวุโสที่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการมาหลายสิบปีโทรแจ้งมาและ
ขอให้บอกจอม เพชรประดับว่าไม่ต้องห่วงเรื่องบ้าน มีที่พักรออยู่แล้ว
จะย้ายเข้ามาเมื่อไรได้ทันที
จอม เพชรประดับได้รับแจ้งทางโทรศัพท์
ขณะกำลังก้าวขึ้นรถที่พร้อมจะออกเดินทางไปซานฟรานซีสโกในอีก 1-2 นาทีข้างหน้า ให้ทราบว่าไม่ต้องกังวนและไม่ต้องวิตกเรื่องที่พักและที่ทำงาน ให้ใส่ใจในเรื่องของการสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียวก็พอ
พี่ผู้ร่วมอุดมการณ์ของจอมผู้นี้
ได้ไปดูบ้านและสำรวจบริเวณที่พักอาศัยที่ผู้อาวุโสผู้ใจดีท่านนั้นเสนอมาแล้ว บอกได้คำเดียวว่าสถานที่ร่มรื่นน่าอยู่มาก และเหมาะสมเป็นสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของจอมจริงๆ และเจ้าของบ้านได้มอบกุญแจเข้าบ้านฝากพี่ไว้ให้จอมด้วยแล้ว
ห้องนอนมีห้องน้ำในตัว

เพื่อสื่อให้จอมรู้ว่า ไม่ว่าจอมจะมีทุกข์หนักหรือทุกข์เบา
จะมีผู้คนพร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสมอ เพราะจอมเป็นคนดี
ก่อนที่จอมจะเห็นสถานที่จริง
ขอส่งภาพบรรยากาศของบริเวณบ้านมาให้ดูก่อน
เพื่อช่วยให้จิตใจสบาย ไม่ต้องกังวลในเรื่องที่อยู่อาศัย เนื่องจากจอมมีเรื่องอื่นให้ต้องคิดมากอยู่แล้ว


Mother wants to come home. แม่ไทยในแอลเอ ถูกปฏิเสธวีซ่ากลับอเมริกา

Img1609000009

สาวไทยในแอลเอ ที่แต่งงานกับหนุ่มอเมริกันและมีลูกชายสามคน แต่กำลังอยู่ในสภาพ “บ้านแตกสาแหรกขาด” หลังถูกปฏิเสธวีซ่าระหว่างกลับไปรอใบเขียว เพราะอิมมิเกรชั่นหาว่าอยู่ในขบวนการลักลอบพาคนเข้าประเทศ

เรื่องราวอันน่ารันทดใจของสาวไทยชื่อ เหน่ง หรือ รพีพร อดุลย์ภักดี (โฮสเล็ตเลอร์) วัย 35 ปีรายนี้ ถูกเปิดเผยโดยสถานี ซีบีเอส ของเมืองลอส แอนเจลิส เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2016 โดยบอกว่าขณะนี้ เธอจำเป็นต้องอยู่ที่ประเทศไทย ห่างจากสามีและลูกๆ ของเธอที่บ้านย่านซานเฟอร์นานโด้ แวลเล่ย์ เป็นระยะทางกว่า 8,000 ไมล์ โดยยังไม่มีวี่แววใดๆ ว่าพ่อแม่ลูก จะสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้เลย

เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ สามีของเหน่ง เล่าให้ ซีบีเอส ฟังว่า ภรรยาของเขาลักลอบเข้าประเทศมาเมื่อปี 1999 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ขณะมีอายุเพียง 19 ปี โดยใช้บริการของผู้ลักลอบนำคนเข้าประเทศ (smuggler) และพี่สาวของเธอเป็นผู้จ่ายเงิน โดยที่ผ่านมา เหน่งอาศัยอยู่ในลอส แอนเจลิส แบบผิดกฎหมายมาตลอด จนพบรักและแต่งงานกับเขา โดยทั้งสองมีลูกชายด้วยกันสามคน คือเจค็อบ วัยห้าขวบ กับฝาแฝด แลนดอนและโลแกน วัยสี่ขวบ

“เธอเข้ามาแบบไม่ถูกวิธี เธอรู้ดี ตอนนั้นเธอเป็นเด็กสาว อายุแค่ 19 และกลัวไปหมด” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าว และว่าหลังจากแต่งงานกัน ทั้งสองก็พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้อง มีการว่าจ้างทนายความให้ช่วยดำเนินการ และกรอกแบบฟอร์มทุกชนิด รวมถึงขอสละสิทธิ์ที่โต้แย้งเรื่องการอยู่ในประเทศแบบผิดกฎหมายด้วย

และเมื่อเดือนมกราคม 2016 เหน่ง ก็เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อลบประวัติการเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนจำเป็นสำหรับการยื่นขอวีซ่ากลับเข้ามาใหม่ โดยเธอและสามี รวมถึงทนายความคิดว่าเป็นเพียงการทำตามขั้นตอนของกฏหมายเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเธอถูกปฏิเสธวีซ่าโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักลอบพาคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (smuggler)

ข่าวบอกต่อไปว่า ทันทีที่ถูกปฏิเสธวีซ่า ทนายความของครอบครัวโฮสเล็ตเลอร์ ได้ทำเรื่องอุทธรณ์ทันที โดยในหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว ได้แนบหนังสือสองฉบับจากพี่สาวของเหน่ง และจากเพื่อนผู้หญิงที่ลักลอบเข้ามาในอเมริกาพร้อมกัน เพื่อรับรองว่าเหน่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกระบวนการลักพาคนเข้าเมืองตามที่ถูกกล่าวหา แต่เรื่องดังกล่าวถูกปฏิเสธโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

ซีบีเอส บอกว่า จนถึงวันนี้ เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ ยังไม่ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้หลักฐานอะไรในการกล่าวหาภรรยาของเขาว่าเป็นผู้ลักลอบพาคนเข้าเมือง และว่าทางกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆ กับ ซีบีเอส ได้ เพราะเอกสารการยื่นขอวีซ่า ถือเป็นความลับส่วนบุคคล (confidential)

“เหน่งบอกผมหลายครั้งแล้วว่าเธอรู้สึกอยากตาย” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าว และว่าทุกวันนี้ ลูกๆ ทั้งสามมีโอกาสได้คุยกับแม่ทาง เฟสไทมส์ เท่านั้น

“มีคนอเมริกันสี่คนที่นี่ ลูกชายสามคนกับผม ที่เหมือนกับถูกบอกว่า ถ้าอยากจะอยู่กับแม่ของคุณ คุณไม่สามารถอยู่ในอเมริกาได้อีกต่อไป พวกคุณต้องออกไป” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าวเสียงเครือ

และที่ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ข่าวบอกด้วยว่าขณะนี้ เหน่งกำลังป่วยด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาทผิดปกติ (Neurological disorders) เหมือนกับแม่ของเธอที่เสียชีวิตเพราะโรคนี้ในวัยเพียง 48 ปี และว่าขณะนี้ เหน่งต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวเวลาเดิน และอาจถึงขั้นต้องนั่งรถเข็นในเร็วๆ นี้ ดังนั้น เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ จึงกังวลว่า ภรรยาชาวไทยของเขา จะต้องผ่านช่วงเวลาอันทุกข์ระทมนี้เพียงลำพัง โดยไม่มีเขาและลูกๆ เป็นกำลังใจอยู่เคียงข้างเลย.