Img1609000009

สาวไทยในแอลเอ ที่แต่งงานกับหนุ่มอเมริกันและมีลูกชายสามคน แต่กำลังอยู่ในสภาพ “บ้านแตกสาแหรกขาด” หลังถูกปฏิเสธวีซ่าระหว่างกลับไปรอใบเขียว เพราะอิมมิเกรชั่นหาว่าอยู่ในขบวนการลักลอบพาคนเข้าประเทศ

เรื่องราวอันน่ารันทดใจของสาวไทยชื่อ เหน่ง หรือ รพีพร อดุลย์ภักดี (โฮสเล็ตเลอร์) วัย 35 ปีรายนี้ ถูกเปิดเผยโดยสถานี ซีบีเอส ของเมืองลอส แอนเจลิส เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2016 โดยบอกว่าขณะนี้ เธอจำเป็นต้องอยู่ที่ประเทศไทย ห่างจากสามีและลูกๆ ของเธอที่บ้านย่านซานเฟอร์นานโด้ แวลเล่ย์ เป็นระยะทางกว่า 8,000 ไมล์ โดยยังไม่มีวี่แววใดๆ ว่าพ่อแม่ลูก จะสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้เลย

เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ สามีของเหน่ง เล่าให้ ซีบีเอส ฟังว่า ภรรยาของเขาลักลอบเข้าประเทศมาเมื่อปี 1999 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ขณะมีอายุเพียง 19 ปี โดยใช้บริการของผู้ลักลอบนำคนเข้าประเทศ (smuggler) และพี่สาวของเธอเป็นผู้จ่ายเงิน โดยที่ผ่านมา เหน่งอาศัยอยู่ในลอส แอนเจลิส แบบผิดกฎหมายมาตลอด จนพบรักและแต่งงานกับเขา โดยทั้งสองมีลูกชายด้วยกันสามคน คือเจค็อบ วัยห้าขวบ กับฝาแฝด แลนดอนและโลแกน วัยสี่ขวบ

“เธอเข้ามาแบบไม่ถูกวิธี เธอรู้ดี ตอนนั้นเธอเป็นเด็กสาว อายุแค่ 19 และกลัวไปหมด” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าว และว่าหลังจากแต่งงานกัน ทั้งสองก็พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้อง มีการว่าจ้างทนายความให้ช่วยดำเนินการ และกรอกแบบฟอร์มทุกชนิด รวมถึงขอสละสิทธิ์ที่โต้แย้งเรื่องการอยู่ในประเทศแบบผิดกฎหมายด้วย

และเมื่อเดือนมกราคม 2016 เหน่ง ก็เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อลบประวัติการเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนจำเป็นสำหรับการยื่นขอวีซ่ากลับเข้ามาใหม่ โดยเธอและสามี รวมถึงทนายความคิดว่าเป็นเพียงการทำตามขั้นตอนของกฏหมายเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเธอถูกปฏิเสธวีซ่าโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักลอบพาคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (smuggler)

ข่าวบอกต่อไปว่า ทันทีที่ถูกปฏิเสธวีซ่า ทนายความของครอบครัวโฮสเล็ตเลอร์ ได้ทำเรื่องอุทธรณ์ทันที โดยในหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว ได้แนบหนังสือสองฉบับจากพี่สาวของเหน่ง และจากเพื่อนผู้หญิงที่ลักลอบเข้ามาในอเมริกาพร้อมกัน เพื่อรับรองว่าเหน่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกระบวนการลักพาคนเข้าเมืองตามที่ถูกกล่าวหา แต่เรื่องดังกล่าวถูกปฏิเสธโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

ซีบีเอส บอกว่า จนถึงวันนี้ เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ ยังไม่ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้หลักฐานอะไรในการกล่าวหาภรรยาของเขาว่าเป็นผู้ลักลอบพาคนเข้าเมือง และว่าทางกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆ กับ ซีบีเอส ได้ เพราะเอกสารการยื่นขอวีซ่า ถือเป็นความลับส่วนบุคคล (confidential)

“เหน่งบอกผมหลายครั้งแล้วว่าเธอรู้สึกอยากตาย” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าว และว่าทุกวันนี้ ลูกๆ ทั้งสามมีโอกาสได้คุยกับแม่ทาง เฟสไทมส์ เท่านั้น

“มีคนอเมริกันสี่คนที่นี่ ลูกชายสามคนกับผม ที่เหมือนกับถูกบอกว่า ถ้าอยากจะอยู่กับแม่ของคุณ คุณไม่สามารถอยู่ในอเมริกาได้อีกต่อไป พวกคุณต้องออกไป” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าวเสียงเครือ

และที่ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ข่าวบอกด้วยว่าขณะนี้ เหน่งกำลังป่วยด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาทผิดปกติ (Neurological disorders) เหมือนกับแม่ของเธอที่เสียชีวิตเพราะโรคนี้ในวัยเพียง 48 ปี และว่าขณะนี้ เหน่งต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวเวลาเดิน และอาจถึงขั้นต้องนั่งรถเข็นในเร็วๆ นี้ ดังนั้น เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ จึงกังวลว่า ภรรยาชาวไทยของเขา จะต้องผ่านช่วงเวลาอันทุกข์ระทมนี้เพียงลำพัง โดยไม่มีเขาและลูกๆ เป็นกำลังใจอยู่เคียงข้างเลย.