14354907_1076351732455794_3262157188677700453_n 14369949_1076351765789124_1201937517617004098_n
ชายอกสามศอก แต่ใจเล็กกว่าเห็บหมา
ให้ถอยออกไปเกาะกระโปรงเมีย และคอยดูอยู่ห่างๆ
ศึกจอมนางครั้งนี้เกิดจากผู้หญิงนางหนึ่ง
แต่มีผู้ชายอกสามศอกเด้งรับเรื่องกันเกรียวอย่าง
1. นายวรงค์ เดชกิจวิกรมและมวลสมาชิกแห่งพรรคประชาธิปัตย์
2. นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute : TDRI )
3. กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ
4. องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการธุรจริตแห่งชาติ (ปปช) โดยมีนายวิชา มหาคุณ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน
5. กองทัพไทย ที่ทำตัว “ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก” ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้ารัฐบาลซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยมีหน่วย “ซีล” ของกองทัพเรือเป็นกำลังหลักในการช่วย กปปส. ป่วนเมือง
เรื่องมีอยู่ว่านางสุภา ปิยะจิตติ
ปัจจุบันได้ดิบได้ดี มีตำแหน่งใหญ่โตเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ปปช. ในรัฐบาลของประยุทธ์ จันทร์โอชาไปแล้ว อดีตรองปลัดกระทรวงการคลังซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ได้สรุปในรายงานว่าโครงการจำนำข้าวที่ทำกันมา ตั้งแต่ปี 2547 – 2552 ขาดทุน 206,718 ล้านบาท
หลังจากรายงานของนางสุภา ปิยะจิตติ เป็นข่าวออกสู่สาธารณะ ผู้ชายอกสามศอกอย่างน้อย 5 ข้อดังกล่าวข้างต้นต่างออกมารุมด่า รุมประนามนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ “โครงการรับจำนำข้าว” อย่างไม่มีชิ้นดี โดยสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เดินเกมส์ในสภา นักวิชาการจาก TDRI เดินเกมส์ผ่านสื่อมวลชน
หน่วยงานอิสระอย่าง ปปช ใช้กลไกทางกฎหมาย เพื่อเอาผิดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทุกเรื่อง ตัวอย่างเช่นตัดพยานที่ยิ่งลักษณ์เสนอไปกว่า 20 เหลือไม่กี่ปาก แถมยังเพิ่มเอกสารนอกสำนวนฟ้องอีกกว่า 60,000 หน้า
กปปส นอกจากเดินเกมส์ป่วนเมืองแล้ว ยังระดมคนไปปิดล้อมกดดันธนาคารไม่ให้ความร่วมกับรัฐบาลในเรื่องการเงิน จนรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถเบิกเงินไปจ่ายชาวนาตามโครงการรับจำข้าวได้
การป่วนเมืองของ กปปส ยังมีกองทัพแอบช่วยอยู่เบื้องหลัง จนนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร์ในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 แต่ก็ยังไม่สะใจอำนาจเก่าที่มีทั้งนักการเมือง ทหาร อำมาตย์และเครือข่ายที่ต้องการลบชื่อตระกูลชินวัตรให้หายไปจากแผ่นดินไทย เหตุการณ์ “รุมตีนยำตระกูลชินวัตร” ก็ตามมาคือ
1. วันที่ 7 พฤษถาคม 2557 – ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรักษาการ ด้วยความผิดว่าด้วยการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนสี อย่างไม่เป็นธรรม
2. วันที่ 16 มกราคม 2557 – คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ฟ้องกล่าวหา “นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” และพวก 15 ราย เกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายขายข้าว พร้อมกับมีมติไต่สวนเพิ่ม “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รักษาการนายกรัฐมนตรี ข้อหาละเลยไม่ดำเนินการระงับและยับยั้ง จนทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล
3. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 – คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ให้มีหนังสือเรียก “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รักษาการนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหา มาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบตามระเบียบไต่สวนการทุจริตในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557
4. วันที่ 23 มกราคม 2558 – สมาชิก สนช.เห็นชอบให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (อีกครั้ง) ตามข้อกล่าวหาของ ปปช ด้วยคะแนน 190 เสียง ไม่ถอดถอน 18 เสียงและงดออกเสียง 11 เสียง
5. วันที่ 30 ตุลาคม 2558 – คสช. ออกคำสั่งที่ 39/2558 คุ้มครองและนิรโทษกรรมให้คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ และพนักงานที่ทำหน้าที่ในการสอบสวนอดีตนายก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในโครงการรับจำนำข้าว ให้พ้นจากความผิดทั้งทางแพร่ง ทางอาญาและทางวินัย
6. วันที่ 18 กันยายน 2559 – คสช. ออกคำสั่งที่ 56/2559 ให้อำนาจกรมบังคับคดีในการบังคับทางปกครอง ด้วยการยึดทรัพย์ของผู้ต้องรับผิดในโครงการรับจำนำข้าวและยังคุ้มครองการปฎิบัตหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือวินัยฯ
มันเป็นการผิดขั้นตอนที่ออกคำสั่งยึดทรัพย์ผู้ถูกล่าวหาทั้งๆที่คดีทางอาญายังไม่สิ้นสุดแต่วิษณุ เครืองาม นิติบริกรผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกลับกระเหี้ยนกระหือรือจะเดินหน้ายึดทรัพย์นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ได้ตามคำสั่ง คสช.ที่56/2559
หน้าที่ลงดาบเซ็นคำสั่งปกครองจึงไปตกอยู่ที่ อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปฏิเสธที่จะลงนามโดยให้เหตุผลว่า “พี่ไม่ใช่นักการเมือง” ดังนั้นภาระจึงตกไปอยู่ที่ชุติมา บุณยประภัศร ที่จะเกษียรอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนนี้ เธอตอบกลับตรงๆว่า ““รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องทำหนังสือมอบอำนาจมาให้ดิฉันก่อนจึงจะลงนามแทนได้”
การหาแพะมารับบาปลงนามคำสั่งปกครองเพื่อยึดทรัพย์นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลายเป็นเผือกร้อนที่ใครๆก็ไม่ต้องการรับผิดชอบ ้เนื่องจากทุกคนต่างรู้ว่าคดี โครงการรับจำนำข้าว” เป็นคดีกลั่นแกล้งกันทางการเมือง การนำนโยบายที่แถลงและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วมาดำเนินการให้เป็นจริงด้วยการปฏิบัติไม่ใช่ความผิด และไม่เคยมีรัฐบาลไหนถูกฟ้องร้องมาก่อนในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล
แม้แต่วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ถึงกลับกล่าวกับคนใกล้ชิดว่าถ้าถูกบังคับให้ลงนามในคำสั่งทางปกครองให้ยึดทรัพย์นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตนจะลาออกจากราชการ
บรรดาเพศผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางบริหารและปกครองประเทศอยู่ในปัจจุบันหาชายอกสามศอกไม่ได้เลยเชียวหรือ จึงเอาภาระไปให้สตรีทั้งๆที่เธอเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ฟ้องร้องหรือผู้สนับสนุนให้เอาผิดอดีตนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด
กล้าๆหน่อยวิษณุ เครืองาม
กล้าๆหน่อยประยุทธ์ จันทร์โอชา
ลงนามด้วยตนเองเลยซิครับ มาตรา 279 พร้อมนิรโทษกรรมความผิดให้พวกท่านและคณะอยู่แล้ว ทั้งความผิดในอดีต ทั้งความผิดในปัจจุบันและและความผิดในอนาคต พวกท่านจะทำความผิดเพิ่มขึ้นอีกสักข้อโดยลงนามยึดทรัพย์อดีตนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรคงไม่เป็นไร มีมาตรา 279 รอล้างผิดให้พวกท่านอยู่แล้ว