Category: News & Articles

คสช.ควรนิรโทษกรรมให้ประชาชน คำสั่ง 55/59 ไม่ทำให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยดีขึ้น

วิญญัติ ชาติมนตรี

แม้จะมีการประกาศยกเลิกให้ พลเรือนไม่ต้องขึ้นศาลทหาร ตาม คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 55/2559 ลงวันที่ 12 กันยายน 2559 ซึ่งในทางสาธารณะอาจดูเป็นการผ่อนปรน หลังจากผู้เห็นต่างทางการเมือง ได้ถูก คสช.ใช้มาตรการ กดดันโดยใช้กระบวนการทางกฎหมายกำถูกเขียนขึ้นโดย คณะ คสช.มาเป็นเวลากว่า 2 ปี

แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาแม้ว่าจะมี คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 55/2559 ออกมาแล้วก็คือ

ตามความในข้อ 2 ระบุว่า

” ข้อ 2 ให้เจ้าพนักงานตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังคงมีอํานาจหน้าที่ตามคําสั่งดังกล่าวต่อไป”

แต่ข้อเท็จจริงที่ได้พบเห็นและปรากฎในทางคดี คือ

1. ทหารเป็นผู้นำตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของหน่วยงานที่ “เข้า” จู่โจมบ้านเรือนประชาชน เพื่อตรวจค้น จับกุม โดยไม่มีหมายของศาล แล้วนำตัวไปคุมขังในสถานที่ซึ่งมักจะเป็นค่ายทหาร เรียกว่า “เชิญตัว” (พฤติการณ์ คือ การจับกุม) เพื่อสอบสวนในสถานที่ปิดโดยทหาร เรียกว่า “ซักถาม” พบว่าบางรายจะถูกปิดตาและมีเครื่องพันธนาการไว้ขณะสอบสวน

2. การสอบสวน (หรือทหารเรียกว่า “ซักถาม”) จะทำการรีดข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ ที่ไม่มีคนภายนอกรับรู้ นอกจากตัวเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้ถูกสอบสวน แล้วเอาข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อเท็จจริง เพื่อเรียบเรียงเรื่องราว ตามที่ต้องการ หรือตามที่พอจะมีมูล ในการตั้งข้อหา ผู้ถูกจับกุมบางรายมีข้อเท็จจริงพาดพิงเกี่ยวข้องเล็กน้อย แม้การกระทำไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางอาญา แต่ก็ถูกตั้งข้อหาหนักอย่างไม่สมเหตุสมผล

3. เมื่อเสร็จขั้นตอนของทหาร (ซึ่งพยายามให้เสร็จภายใน 7 วัน) ทหารจะนำตัวผู้ถูกสอบสวนพร้อมบันทึกการซักถามนั้น มาส่งมอบให้พนักงานสอบสวน นำมาเป็นข้อเท็จจริงในการสอบปากคำทั้งหมด จากนั้นทางตำรวจจึงจัดแถลงข่าว แจ้งข้อกล่าวหา เพื่อสอบปากคำตามกระบวนการ ป.วิ.อาญา โดยให้ยืนยันบันทึกการซักถามนั้นด้วย หากสอบสวนได้รวดเร็ว จะส่งตัวไปฝากขังที่ศาลทหาร (ความผิดตามประกาศ คสช.) หรือศาลยุติธรรม โดยคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วย พบว่า บางคดีหมดเวลาราชการก็ฝากขังได้ แต่หมดโอกาสประกันตัว

4. ขณะนำตัวมาส่งมอบพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) จะมีทนายความซึ่งมาจากสภาทนายความ ที่มักจะไม่ได้รับความไว้วางใจหรือให้คำปรึกษากับผู้ถูกแจ้งข้อหาได้ โดยไม่ให้ทนายความด้านสิทธิฯ หรือทนายความส่วนตัวเข้าพบในทันที จะพบได้เมื่อนำตัวไปฝากขังที่ศาล นั่นคือ เมื่อเสร็จกระบวนการของตำรวจแล้ว

หากเป็นคดีที่น่าสนใจของประชาชน จะนำตัวไปชี้ที่เกิดเหตุ และทำแผนประกอบคำรับสารภาพ มีคอมมานโดหรือหน่วยสวาทพร้อมอาวุธครบมือ (ใครจะกล้าหือ หรือขัดขืน) นั่นคือ ศาลจะมองว่า “ถ้าไม่จริง ทำไม? จำเลยก็ไม่โวยวาย”

5. ข้อเท็จจริงจากการซักถาม จะถูกนำมาทำแผนผังโยงใยตัวบุคคล ทั้งในคดี และทั้งที่ยังไม่ตั้งประเด็นดำเนินคดี แผนผังนั้นจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ และสุดท้ายจะถูกนำไปฟ้องคดีต่อศาล และอ้างเป็นพยานหลักฐานว่า จำเลยรับสารภาพโดยสมัครใจ มีการแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาแล้วทุกประการ

สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างภาระอันใหญ่ยิ่งให้กับผู้ถูกกล่าวหา เพราะจากการสูญเสียอิสระภาพตั้งแต่วันแรก ถูกสอบสวนมาราธอน ไม่มีทนายความที่ไว้วางใจให้คำปรึกษา ถูกตั้งข้อหาหนักเกินจริง นอกจากผู้ต้องหาแล้วครอบครัวของพวกเขา ย่อมได้รับผลกระทบ ชีวิตพวกเขาพังทะลาย ไม่มีใครหน้าไหนรับผิดชอบ

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ได้ซ่อนอยู่ในแนวปฏิบัติของเจ้าพนักงานฯ ตามคำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13 /2559 และยังดำรงอยู่ต่อไปแม้ว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 55/2559 จะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม

ดังนั้นแล้ว หาก คสช.มีความจริงใจในการผ่อนแรงกดดัน ลดการคุกคามต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองจริงๆแล้ว คสช.ควรที่จะทบทวน และยกเลิก ประกาศ คสช. ที่ให้อำนาจทหารเป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบภายในประเทศ มีอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 และ ที่ 13/2559 และยกเลิกประกาศที่ให้ดำเนินคดีกับพลเรือนในศาลทหารที่ผ่านมาด้วย เพราะบ้านเมืองนี้ควรจะกลับสู่ภาวะปกติ อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ ประชาชน ซึ่งเชื่อว่าย่อมจะส่งต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการปกครองของประเทศชาติได้

แต่ที่สุดแล้วสิ่งที่ คสช.ควรจะทำก็คือ การนิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกดำเนินคดี ถูกบังคับด้วยเงื่อนไขเพื่อจะดำเนินคดีและถูกกล่าวหาเสียทั้งหมดให้จบสิ้นไป จึงจะเรียกว่า มีความสามัคคีปรองดอง เป็นการสร้างสงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง


Mother wants to come home. แม่ไทยในแอลเอ ถูกปฏิเสธวีซ่ากลับอเมริกา

Img1609000009

สาวไทยในแอลเอ ที่แต่งงานกับหนุ่มอเมริกันและมีลูกชายสามคน แต่กำลังอยู่ในสภาพ “บ้านแตกสาแหรกขาด” หลังถูกปฏิเสธวีซ่าระหว่างกลับไปรอใบเขียว เพราะอิมมิเกรชั่นหาว่าอยู่ในขบวนการลักลอบพาคนเข้าประเทศ

เรื่องราวอันน่ารันทดใจของสาวไทยชื่อ เหน่ง หรือ รพีพร อดุลย์ภักดี (โฮสเล็ตเลอร์) วัย 35 ปีรายนี้ ถูกเปิดเผยโดยสถานี ซีบีเอส ของเมืองลอส แอนเจลิส เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2016 โดยบอกว่าขณะนี้ เธอจำเป็นต้องอยู่ที่ประเทศไทย ห่างจากสามีและลูกๆ ของเธอที่บ้านย่านซานเฟอร์นานโด้ แวลเล่ย์ เป็นระยะทางกว่า 8,000 ไมล์ โดยยังไม่มีวี่แววใดๆ ว่าพ่อแม่ลูก จะสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้เลย

เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ สามีของเหน่ง เล่าให้ ซีบีเอส ฟังว่า ภรรยาของเขาลักลอบเข้าประเทศมาเมื่อปี 1999 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ขณะมีอายุเพียง 19 ปี โดยใช้บริการของผู้ลักลอบนำคนเข้าประเทศ (smuggler) และพี่สาวของเธอเป็นผู้จ่ายเงิน โดยที่ผ่านมา เหน่งอาศัยอยู่ในลอส แอนเจลิส แบบผิดกฎหมายมาตลอด จนพบรักและแต่งงานกับเขา โดยทั้งสองมีลูกชายด้วยกันสามคน คือเจค็อบ วัยห้าขวบ กับฝาแฝด แลนดอนและโลแกน วัยสี่ขวบ

“เธอเข้ามาแบบไม่ถูกวิธี เธอรู้ดี ตอนนั้นเธอเป็นเด็กสาว อายุแค่ 19 และกลัวไปหมด” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าว และว่าหลังจากแต่งงานกัน ทั้งสองก็พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้อง มีการว่าจ้างทนายความให้ช่วยดำเนินการ และกรอกแบบฟอร์มทุกชนิด รวมถึงขอสละสิทธิ์ที่โต้แย้งเรื่องการอยู่ในประเทศแบบผิดกฎหมายด้วย

และเมื่อเดือนมกราคม 2016 เหน่ง ก็เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อลบประวัติการเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนจำเป็นสำหรับการยื่นขอวีซ่ากลับเข้ามาใหม่ โดยเธอและสามี รวมถึงทนายความคิดว่าเป็นเพียงการทำตามขั้นตอนของกฏหมายเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเธอถูกปฏิเสธวีซ่าโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักลอบพาคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (smuggler)

ข่าวบอกต่อไปว่า ทันทีที่ถูกปฏิเสธวีซ่า ทนายความของครอบครัวโฮสเล็ตเลอร์ ได้ทำเรื่องอุทธรณ์ทันที โดยในหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว ได้แนบหนังสือสองฉบับจากพี่สาวของเหน่ง และจากเพื่อนผู้หญิงที่ลักลอบเข้ามาในอเมริกาพร้อมกัน เพื่อรับรองว่าเหน่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกระบวนการลักพาคนเข้าเมืองตามที่ถูกกล่าวหา แต่เรื่องดังกล่าวถูกปฏิเสธโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

ซีบีเอส บอกว่า จนถึงวันนี้ เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ ยังไม่ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้หลักฐานอะไรในการกล่าวหาภรรยาของเขาว่าเป็นผู้ลักลอบพาคนเข้าเมือง และว่าทางกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆ กับ ซีบีเอส ได้ เพราะเอกสารการยื่นขอวีซ่า ถือเป็นความลับส่วนบุคคล (confidential)

“เหน่งบอกผมหลายครั้งแล้วว่าเธอรู้สึกอยากตาย” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าว และว่าทุกวันนี้ ลูกๆ ทั้งสามมีโอกาสได้คุยกับแม่ทาง เฟสไทมส์ เท่านั้น

“มีคนอเมริกันสี่คนที่นี่ ลูกชายสามคนกับผม ที่เหมือนกับถูกบอกว่า ถ้าอยากจะอยู่กับแม่ของคุณ คุณไม่สามารถอยู่ในอเมริกาได้อีกต่อไป พวกคุณต้องออกไป” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าวเสียงเครือ

และที่ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ข่าวบอกด้วยว่าขณะนี้ เหน่งกำลังป่วยด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาทผิดปกติ (Neurological disorders) เหมือนกับแม่ของเธอที่เสียชีวิตเพราะโรคนี้ในวัยเพียง 48 ปี และว่าขณะนี้ เหน่งต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวเวลาเดิน และอาจถึงขั้นต้องนั่งรถเข็นในเร็วๆ นี้ ดังนั้น เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ จึงกังวลว่า ภรรยาชาวไทยของเขา จะต้องผ่านช่วงเวลาอันทุกข์ระทมนี้เพียงลำพัง โดยไม่มีเขาและลูกๆ เป็นกำลังใจอยู่เคียงข้างเลย.


การ์ดจีนรับโอบามาถก’จี20’ดุ ปะทะเดือดจนท.สหรัฐกลางสนามบิน กร้าว”นี่ประเทศเรา”!

90

http://www.cnn.com/2016/09/02/politics/obama-asia-meetings-xi-erdogan-duterte/index.html#

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐอเมริกา เดินทางถึงประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ หรือจี20 เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่นับเป็นการเดินทางเยือนเอเชียครั้งสุดท้ายในฐานะผู้นำสหรัฐอเมริกา แต่โอกาสพิเศษนี้กลับถูกทำให้มีรอยด่างพร้อยจากการต้อนรับที่ไม่เป็นมิตรของเจ้าหน้าที่จีน

ข่าวระบุว่า ทางการจีนได้ใช้มาตรการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยในระดับสูงสุดสำหรับการประชุมจี20 และไม่มีการยกเว้นแม้แต่กับนางซูซาน ไรซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ และกองทัพสื่อของทำเนียบขาว เมื่อแอร์ฟอร์ซวัน เครื่องบินประจำตำแหน่งของโอบามา รุ่นโบอิ้ง 747 ลงจอดที่สนามบินในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

ตามปกติแล้ว เมื่อโอบามาเดินทาง นักข่าวที่ติดตามไปด้วยจะได้รับการจัดให้มารออยู่บริเวณใต้ปีกของเครื่องบินเพื่อถ่ายรูปขณะที่โอบามาก้าวออกจากเครื่องบินและเดินลงบันไดมา ทว่าครั้งนี้ ทางการจีนได้เอาเชือกสีน้ำเงินมาขึงกั้นไว้ไม่ให้คณะเจ้าหน้าที่สหรัฐเข้าถึงตัวโอบามาได้ และเจ้าหน้าที่จีนรายหนึ่งได้ตะโกนไล่ให้บรรดานักข่าวของสหรัฐออกจากพื้นที่ไป

เจ้าหน้าที่หญิงของทำเนียบขาวรายหนึ่งจึงบอกกับเจ้าหน้าที่จีนคนดังกล่าวว่านี่เป็นเครื่องบินของสหรัฐและของประธานาธิบดีสหรัฐ แต่เจ้าหน้าที่จีนคนดังกล่าวตะโกนกลับมาเป็นภาษาอังกฤษว่า “นี่คือประเทศของเรา นี่คือสนามบินของเรา”

และเมื่อนางไรซ์กับนายเบนโร้ดส์เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวพยายามยกเชือกที่กั้นไว้ขึ้นเพื่อเดินเข้ามาหาโอบามา กลับถูกเจ้าหน้าที่จีนพยายามเข้าขวางทางจนเกิดการโต้เถียงกัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐจะเข้ามาพานางไรซ์ผ่านเจ้าหน้าที่จีนคนดังกล่าวไป

นางไรซ์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในภายหลังว่า “พวกเขาทำในสิ่งที่เราไม่คาดคิดมาก่อน”

#มติชนออนไลน์


Air Force One

 

แอร์ฟอร์ซวัน Air Force One เป็นรหัสเรียกขานโดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ หรือ (Air Traffic Control; ATC) ของเครื่องบินทุกลำที่มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยสารอยู่บนเครื่องบินลำนั้น

เครื่องบินจะมีการเรียกชื่อว่า แอร์ฟอร์ซวัน ขณะที่มีประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาอยู่บนเครื่องเท่านั้น แอร์ฟอร์ซวันเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงความมีอำนาจและตำแหน่งประธานาธิบดี

ในปี ค.ศ. 1990 สำนักงานเลขานุการประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ได้จัดหาเครื่องบิน โบอิง 747-200บี รหัสที่หางเครื่อง คือ 28000 และ 29000 โดยมีชื่อว่า วีซี-25เอ (VC-25A) โดยเครื่องบิน 2 ลำนี้จะสงวนไว้ใช้กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

หลายคนน่าจะรู้จัก Air Force One จากภาพยนตร์ หรือรู้จักเพราะเป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา วันนี้เราจะมาดูกันว่าภายในเครื่องบินลำนี้มีส่วนประกอบเจ๋งๆ อยู่มากมายขนาดไหน โดยวันนี้เราได้รวบรวมทั้งตัวเลขสถิติและเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสุดยอดเครื่องบินลำนี้ ทั้งระบบรักษาความปลอดภัยเหนือชั้นและเทคโนโลยีสื่อสารที่ล้ำหน้า

1. โรงพยาบาลขนาดย่อมบนเครื่องบิน เผื่อว่าประธานาธิบดีหรือผู้โดยสารคนอื่นได้รับบาดเจ็บหรือล้มป่วย เครื่องบิน Air Force One มีห้องพยาบาลอุปกรณ์ครบครัน ทั้งหมอประจำเครื่องบินหรือแม้แต่ห้องผ่าตัด

2. เครื่องบินลำนี้สามารถป้องกันระเบิดนิวเคลียร์ได้ โดยลำตัวเครื่องถูกออกแบบให้ต้านแรงระเบิดนิวเคลียร์จากพื้นดินได้ ทำให้เป็นเหมือนห้องหลบภัยลอยฟ้าเลยทีเดียว

3. Air Force One มีเครื่องบินสำรอง 747 สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งสามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา โดยเครื่องบินสำรองนี้สามารถอยู่ในอากาศได้หลายวันและป้องกันระเบิดนิวเคลียร์ได้

4. นี่เป็นเครื่องบินลำเดียวที่สามารถเติมน้ำมันกลางอากาศได้ ณ ระดับความสูงถึง 35,000 ฟุต

5. บางทีท่านประธานาธิบดีก็อยากจะยืดเส้นยืดสายระหว่างเดินทางบ้าง เครื่องบินลำนี้จึงมีพื้นที่ภายในกว้างถึง 4,000 ตารางฟุต และสามารถเดินขึ้นลงได้ 3 ชั้น

6. สนามบินพาณิชย์ส่วนมากจะหยุดการจราจรทางอากาศชั่วคราวเมื่อเครื่อง Air Force One จะลงจอดหรือบินขึ้น ทั้งนี้ หลายครั้งจะมีการใช้สนามบินทหารแทน เพื่อไม่ให้วุ่นวายกับการเดินอากาศของเที่ยวบินทั่วไปมากนัก

7. ในปี 1959 เครื่องบินลำนี้เคยถูกปรับปรุงเป็นเครื่องบินสายลับ โดย CIA ได้ติดตั้งกล้องลับไว้ตามล้อของเครื่องบินซึ่งสามารถจับภาพทะเบียนรถที่วิ่งอยู่บนพื้นได้เลยทีเดียว

8. ในสมัยประธานาธิบดี Gerald Ford เคยมีการใช้ Air Force One เพื่อขนเบียร์ยี่ห้อ Coors ซึ่งมีวางขายอยู่ใน 11 มลรัฐเท่านั้น

9. บนเครื่องบินมีห้องครัวเต็มรูปแบบ 2 ห้องซึ่งสามารถทำอาหารเลี้ยงคนได้ถึง 100 คนในเวลาเดียวกัน

10. ความเร็วสูงสุดของ Air Force One คือ 650 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ว่าตามปกติจะบินด้วยความเร็วประมาณ 580 ไมล์ต่อชั่วโมง

11. เครื่องบินลำนี้มีโทรศัพท์ 85 เครื่อง โดยสามารถใช้ตลอดแม้เวลาเครื่องกำลังทะยานขึ้นหรือกำลังลดระดับลงจอด

12. ในกรณีเกิดเหตุก่อการร้าย เครื่องบิน Air Force One สามารถใช้เป็นศูนย์บัญชาการเคลื่อนที่ของประธานาธิบดีหากทำเนียบขาวไม่ปลอดภัยอีกด้วย

13. ในสมัยประธานาธิบดี Ronald Reagan จะต้องมีการเตรียมขนมเยลลี่ถั่วไว้บนเครื่องเพื่อเป็นของคบเคี้ยวเสมอ โดยท่านประธานาธิบดีจะต้องเก็บไว้ในขวดโหลใกล้ตัวทั้งในห้องทำงานที่ทำเนียบขาวและห้องทำงานบนเครื่องบินลำนี้

14. แม้ว่าครัวจะสามารถทำอาหารเลี้ยงคนได้ถึง 100 คนในเวลาเดียวกัน แต่เครื่องบินลำนี้สามารถบรรทุกคนได้มากที่สุด 96 คนเท่านั้น โดยเป็นลูกเรือ 26 คน และผู้โดยสาร 70 คน

15. การผลิตเครื่องบินที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ใช้เงินมหาศาล โดยเริ่มแรกใช้เงินไปประมาณ 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20,000 ล้านบาท)

16. บนเครื่องบินมีการจัดที่นั่งไว้ให้สำหรับหน่วยงานต่างๆ ในทำเนียบขาว โดยเกือบครึ่งเป็นที่นั่งของสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการลับ

17. การตัดสินใจด้านบริหารหลายครั้งเกิดขึ้นบนเครื่องบินลำนี้ อาทิ เมื่อปี 2002 ระหว่างเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน ประธานาธิบดี George W. Bush ได้อนุมัติข้อเสนอให้มีการจัดตั้งกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งยังดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน

18. ประธานาธิบดี Bill Clinton มักเล่นดนตรีโปรดของตัวเองระหว่างเที่ยวบินไกลๆ โดยเขาชอบเล่นแซกโซโฟนเสียงดังลั่น เนื่องจากเขามีปัญหาด้านการได้ยินเสียง

19. การปฏิบัติงานของเครื่องบินลำนี้เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จะคิดเป็นเงินมูลค่า 56,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณเกือบ 2 ล้านบาท)

20. ความสามารถในการเติมน้ำมันได้ขณะบินอยู่บนฟ้า ทำให้ Air Force One มีเส้นทางการบินที่ไม่จำกัด สามารถเดินทางไปยังจุดหมายใดก็ได้ในโลกใบนี้

21. บนเครื่องบินมีการเดินสายไฟยาวรวมกันทั้งหมด 240 ไมล์ (ประมาณ 386 กิโลเมตร) โดยสายไฟพวกนี้จะเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ จอทีวี และอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด

22. ในการเดินทางทุกครั้ง จะต้องมีแพทย์เดินทางขึ้นเครื่องพร้อมกับประธานาธิบดีเสมอ

23. Air Force One อาจป้องกันภัยอันตรายภายนอกได้มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ประธานาธิบดี George Bush คนพ่อ สั่งห้ามนำขึ้นเครื่องอย่างเด็ดขาด คือ ผักบร็อคโคลี่ ที่เขาไม่ชอบรับประทานยิ่งกว่าอาหารอื่นใด

24. ภาพยนตร์ที่ได้รับการชมบนเครื่องเป็นเวลานานติดต่อกันมากที่สุด คือเรื่อง Fargo ของสองผู้กำกับพี่น้อง Joel และ Ethan Coen โดยระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งของประธานาธิบดี Bill Clinton ช่วงปี 1996 คณะสื่อมวลชนได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้กันตลอด

25. ในปี 1993 ประธานธิบดี Bill Clinton เคยถูกวิจารณ์อย่างหนักเมื่อเขาปล่อยให้เครื่องบินลำอื่นในสนามบิน LA หยุดรอเครื่องบินของเขา เนื่องจากยังตัดผมไม่เสร็จ

536347536346

534497CHINA-G20-SUMMIT


“สมบัติ บุญงามอนงค์”กล่าวถึงผู้ลี้ภัยชื่อ”จอม”

10402720_837290536283326_1618470610151840899_n

นักข่าว ITV คนหนึ่งที่ทำรายงานเรื่องโชเฟอร์เท็กซี่ผู้ชนรถถังหลังรัฐประหาร 19 กย 49 เรื่องราวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ถ่ายทอดสุ่สังคมก็ด้วยชายชื่อ จอม เพชรประดับ หลังการเผยแพร่สกุ๊ปข่าวชิ้นนี้ออกไปมีคำสั่งมาที่สถานีให้ยุติการออกอาการซ้ำ ผมพยายามติดต่อไปที่คุณจอมเพื่อขอเทปสัมภาษณ์นั้น นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบเขา

เขามีความกระตือรือล้นอย่างยิ่งในการที่งานข่าวชิ้นนี้จะถูกเผยแพร่รับรู้ในวงกว้าง ไม่ใช่เพราะตัวเขาทำงานชิ้นนี้ แต่เพราะต้องการทำหน้าที่สื่อเพื่อเผยแพร่ความตั้งใจของชายชราผู้หนึ่งที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยการสละชีวิตของตนเอง เหมือนเป็นภาระกิจสำคัญที่ลุงนวมทองส่งต่อให้จอม เพชรประดับ

สื่อในรุ่นเดียวกับคุณจอม บางคนไปเล่นการเมือง บางคนย้ายไปอยู่ช่องทีวีดัง ๆ แต่คุณจอมยังคงหมุนวนในสนามที่ต้องเรียกว่า “สื่อประชาธิปไตย” แม้แต่รับเป็นผู้ดำเนินรายการในเวทีวิชาการทางการเมืองตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เรียกว่าในจอนอกจอเขายินดีเข้าร่วมเสมอ

ถ้าใครได้ร่วมงานกับคุณจอมจะเห็นถึงพลังความรู้สึกภายในของเขา เขาไม่ได้แค่ต้องการข่าว แต่คำถามของเขาต้องการบางอย่างที่จริงจัง เอาจริง ๆ เขาถามหาประชาธิปไตยภายใต้คำถามที่เขาถามผู้คนหรือแหล่งข่าว

เขาไม่ได้คิดเรื่องเงินหรืออนาคตของตนเองมากมาย ค่าตัวที่เป็นพิธีกรในช่อง NBT นับปีทางสถานียังจ่ายไม่ครบเลยด้วยซ้ำ

หลังรัฐประหาร 57 คุณจอมลี้ภัยไปอยู่ที่สหรัฐ เขาเป็นคนเดียวที่อยู่ต่างประเทศแล้วทำรายการโทรทัศน์ออน์ไลน์และผมดู เขาไม่นั่งมโนคุยฟุ้งอยู่คนเดียว แต่เชิญแหล่งข่าวมาร่วมให้ความเห็น คือเขายังคงทำหน้าที่ในฐานะสื่ออย่างต่อเนื่อง ให้คนอื่นได้พูดโดยเขาเป็นสะพานเชื่อมโยงสู่สังคม

ก่อนการให้สัมภาษณ์ผมมักใช้โอกาสดังกล่าวถามสาระทุกข์สุกดิบ คุณจอมพักอาศัยอยู่ในพื้นที่พักเล็ก ๆ ใช้ชีวิตทั้งวันกับการเตรียมการ การสัมภาษณ์ และ การตัดต่องาน และทำทุกวัน บางวันมีเพื่อนบ้านเอาอาหารไทยแวะมาให้ทานบ้าง เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพื่อให้ตนเองสามารถทำงานที่มีคุณค่าที่พอทำได้

ผมเห็นเขาเป็นนักต่อสู้ที่ถ่อมตัว แต่เป็นมืออาชีพ มุ่งมั่นอย่างเหลือเชื่อ เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้รับความนับถือจากผมไปเต็ม ๆ

ยามมีเวลาผมเปิด Youtube Channels ของเขาที่เต็มไปด้วยบทสัมภาษณ์ผู้คนมากมายหลายร้อยชิ้น และ Update สถานการณ์ชนิดที่สื่อกระแสหลักไม่กล้านำเสนอhttps://www.youtube.com/channel/UCpqKFS9qHhYCE_k6_wVQdBw

เขามีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ประมาณเดือนละ 100 เหรียญจาก Youtube อันมาจากยอด View คุณจอมบอกว่าเอาไว้เป็นค่าอินเทอร์เน็ต

ผมตั้งใจว่าจะโอนเงินซึ่งเป็นรายได้จากการขายนาฬิกาเรือนล่าสุดให้คุณจอมในฐานะผู้ชมรายการนี้เป็นประจำ ผ่าน Paypal ของเขา http://paypal.me/JomPetchpradab

และขอแสดงความยินดีในฐานะที่ได้รับการพิจารณาเป็นผู้ลี้ภ้ยการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา