Tag: Thai Voice Media

ชีวิตของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย

image

ชีวิตของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย
คงต้องเร่รอนระหกระเหินอย่างนี้กระมัง
จอม เพชรประดับ จึงได้รับคำขาดเมื่อเช้าวันเสาร์
ก่อนเดินทางไปซานฟรานซีสโกเพื่อเตรียมตัวสัมภาษณ์เรื่องการเปลี่ยนสถานะภาพเป็นผู้ลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาซึ่งจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 6 กันยายนนี้
คำขาดที่จอมได้รับเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2016
คือจอมต้องย้ายออกจากที่พักและที่ทำงานปัจจุบันซึ่งจอม เพชรประดับอาศัยพักพิงและทำงานมาประมาณ 8 เดือน การย้ายที่อยู่และที่ทำงานครั้งนี้จะเป็นครั้งที่สามในระยะเวลา 2 ปีกว่าๆที่นักข่าวผู้นี้ใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา
ทั้งจอม เพชรประดับ
และเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์อย่าง RED USA
ต่างมีอาการเครียดและวิตกว่าเมื่อจอมกลับจากซานฟรานซีสโก้แล้ว
จะไปพักที่ไหน จะใช้สถานที่ใดเป็นที่ทำงาน หรือว่าจอม เพชรประดับจะกลายเป็นพวก homeless ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา
แต่คนดีย่อมตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
หลังจากถูกยื่นคำขาดให้ออกจากที่พักเดิมไม่ถึง 3 ชั่วโมง
มีผู้อาวุโสที่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการมาหลายสิบปีโทรแจ้งมาและ
ขอให้บอกจอม เพชรประดับว่าไม่ต้องห่วงเรื่องบ้าน มีที่พักรออยู่แล้ว
จะย้ายเข้ามาเมื่อไรได้ทันที
จอม เพชรประดับได้รับแจ้งทางโทรศัพท์
ขณะกำลังก้าวขึ้นรถที่พร้อมจะออกเดินทางไปซานฟรานซีสโกในอีก 1-2 นาทีข้างหน้า ให้ทราบว่าไม่ต้องกังวนและไม่ต้องวิตกเรื่องที่พักและที่ทำงาน ให้ใส่ใจในเรื่องของการสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียวก็พอ
พี่ผู้ร่วมอุดมการณ์ของจอมผู้นี้
ได้ไปดูบ้านและสำรวจบริเวณที่พักอาศัยที่ผู้อาวุโสผู้ใจดีท่านนั้นเสนอมาแล้ว บอกได้คำเดียวว่าสถานที่ร่มรื่นน่าอยู่มาก และเหมาะสมเป็นสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของจอมจริงๆ และเจ้าของบ้านได้มอบกุญแจเข้าบ้านฝากพี่ไว้ให้จอมด้วยแล้ว
ห้องนอนมีห้องน้ำในตัว

เพื่อสื่อให้จอมรู้ว่า ไม่ว่าจอมจะมีทุกข์หนักหรือทุกข์เบา
จะมีผู้คนพร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสมอ เพราะจอมเป็นคนดี
ก่อนที่จอมจะเห็นสถานที่จริง
ขอส่งภาพบรรยากาศของบริเวณบ้านมาให้ดูก่อน
เพื่อช่วยให้จิตใจสบาย ไม่ต้องกังวลในเรื่องที่อยู่อาศัย เนื่องจากจอมมีเรื่องอื่นให้ต้องคิดมากอยู่แล้ว


Mother wants to come home. แม่ไทยในแอลเอ ถูกปฏิเสธวีซ่ากลับอเมริกา

Img1609000009

สาวไทยในแอลเอ ที่แต่งงานกับหนุ่มอเมริกันและมีลูกชายสามคน แต่กำลังอยู่ในสภาพ “บ้านแตกสาแหรกขาด” หลังถูกปฏิเสธวีซ่าระหว่างกลับไปรอใบเขียว เพราะอิมมิเกรชั่นหาว่าอยู่ในขบวนการลักลอบพาคนเข้าประเทศ

เรื่องราวอันน่ารันทดใจของสาวไทยชื่อ เหน่ง หรือ รพีพร อดุลย์ภักดี (โฮสเล็ตเลอร์) วัย 35 ปีรายนี้ ถูกเปิดเผยโดยสถานี ซีบีเอส ของเมืองลอส แอนเจลิส เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2016 โดยบอกว่าขณะนี้ เธอจำเป็นต้องอยู่ที่ประเทศไทย ห่างจากสามีและลูกๆ ของเธอที่บ้านย่านซานเฟอร์นานโด้ แวลเล่ย์ เป็นระยะทางกว่า 8,000 ไมล์ โดยยังไม่มีวี่แววใดๆ ว่าพ่อแม่ลูก จะสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้เลย

เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ สามีของเหน่ง เล่าให้ ซีบีเอส ฟังว่า ภรรยาของเขาลักลอบเข้าประเทศมาเมื่อปี 1999 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ขณะมีอายุเพียง 19 ปี โดยใช้บริการของผู้ลักลอบนำคนเข้าประเทศ (smuggler) และพี่สาวของเธอเป็นผู้จ่ายเงิน โดยที่ผ่านมา เหน่งอาศัยอยู่ในลอส แอนเจลิส แบบผิดกฎหมายมาตลอด จนพบรักและแต่งงานกับเขา โดยทั้งสองมีลูกชายด้วยกันสามคน คือเจค็อบ วัยห้าขวบ กับฝาแฝด แลนดอนและโลแกน วัยสี่ขวบ

“เธอเข้ามาแบบไม่ถูกวิธี เธอรู้ดี ตอนนั้นเธอเป็นเด็กสาว อายุแค่ 19 และกลัวไปหมด” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าว และว่าหลังจากแต่งงานกัน ทั้งสองก็พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้อง มีการว่าจ้างทนายความให้ช่วยดำเนินการ และกรอกแบบฟอร์มทุกชนิด รวมถึงขอสละสิทธิ์ที่โต้แย้งเรื่องการอยู่ในประเทศแบบผิดกฎหมายด้วย

และเมื่อเดือนมกราคม 2016 เหน่ง ก็เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อลบประวัติการเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนจำเป็นสำหรับการยื่นขอวีซ่ากลับเข้ามาใหม่ โดยเธอและสามี รวมถึงทนายความคิดว่าเป็นเพียงการทำตามขั้นตอนของกฏหมายเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเธอถูกปฏิเสธวีซ่าโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักลอบพาคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (smuggler)

ข่าวบอกต่อไปว่า ทันทีที่ถูกปฏิเสธวีซ่า ทนายความของครอบครัวโฮสเล็ตเลอร์ ได้ทำเรื่องอุทธรณ์ทันที โดยในหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว ได้แนบหนังสือสองฉบับจากพี่สาวของเหน่ง และจากเพื่อนผู้หญิงที่ลักลอบเข้ามาในอเมริกาพร้อมกัน เพื่อรับรองว่าเหน่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกระบวนการลักพาคนเข้าเมืองตามที่ถูกกล่าวหา แต่เรื่องดังกล่าวถูกปฏิเสธโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

ซีบีเอส บอกว่า จนถึงวันนี้ เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ ยังไม่ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้หลักฐานอะไรในการกล่าวหาภรรยาของเขาว่าเป็นผู้ลักลอบพาคนเข้าเมือง และว่าทางกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆ กับ ซีบีเอส ได้ เพราะเอกสารการยื่นขอวีซ่า ถือเป็นความลับส่วนบุคคล (confidential)

“เหน่งบอกผมหลายครั้งแล้วว่าเธอรู้สึกอยากตาย” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าว และว่าทุกวันนี้ ลูกๆ ทั้งสามมีโอกาสได้คุยกับแม่ทาง เฟสไทมส์ เท่านั้น

“มีคนอเมริกันสี่คนที่นี่ ลูกชายสามคนกับผม ที่เหมือนกับถูกบอกว่า ถ้าอยากจะอยู่กับแม่ของคุณ คุณไม่สามารถอยู่ในอเมริกาได้อีกต่อไป พวกคุณต้องออกไป” เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ กล่าวเสียงเครือ

และที่ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ข่าวบอกด้วยว่าขณะนี้ เหน่งกำลังป่วยด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาทผิดปกติ (Neurological disorders) เหมือนกับแม่ของเธอที่เสียชีวิตเพราะโรคนี้ในวัยเพียง 48 ปี และว่าขณะนี้ เหน่งต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวเวลาเดิน และอาจถึงขั้นต้องนั่งรถเข็นในเร็วๆ นี้ ดังนั้น เซ็ท โฮสเล็ตเลอร์ จึงกังวลว่า ภรรยาชาวไทยของเขา จะต้องผ่านช่วงเวลาอันทุกข์ระทมนี้เพียงลำพัง โดยไม่มีเขาและลูกๆ เป็นกำลังใจอยู่เคียงข้างเลย.


การ์ดจีนรับโอบามาถก’จี20’ดุ ปะทะเดือดจนท.สหรัฐกลางสนามบิน กร้าว”นี่ประเทศเรา”!

90

http://www.cnn.com/2016/09/02/politics/obama-asia-meetings-xi-erdogan-duterte/index.html#

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐอเมริกา เดินทางถึงประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ หรือจี20 เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่นับเป็นการเดินทางเยือนเอเชียครั้งสุดท้ายในฐานะผู้นำสหรัฐอเมริกา แต่โอกาสพิเศษนี้กลับถูกทำให้มีรอยด่างพร้อยจากการต้อนรับที่ไม่เป็นมิตรของเจ้าหน้าที่จีน

ข่าวระบุว่า ทางการจีนได้ใช้มาตรการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยในระดับสูงสุดสำหรับการประชุมจี20 และไม่มีการยกเว้นแม้แต่กับนางซูซาน ไรซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ และกองทัพสื่อของทำเนียบขาว เมื่อแอร์ฟอร์ซวัน เครื่องบินประจำตำแหน่งของโอบามา รุ่นโบอิ้ง 747 ลงจอดที่สนามบินในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

ตามปกติแล้ว เมื่อโอบามาเดินทาง นักข่าวที่ติดตามไปด้วยจะได้รับการจัดให้มารออยู่บริเวณใต้ปีกของเครื่องบินเพื่อถ่ายรูปขณะที่โอบามาก้าวออกจากเครื่องบินและเดินลงบันไดมา ทว่าครั้งนี้ ทางการจีนได้เอาเชือกสีน้ำเงินมาขึงกั้นไว้ไม่ให้คณะเจ้าหน้าที่สหรัฐเข้าถึงตัวโอบามาได้ และเจ้าหน้าที่จีนรายหนึ่งได้ตะโกนไล่ให้บรรดานักข่าวของสหรัฐออกจากพื้นที่ไป

เจ้าหน้าที่หญิงของทำเนียบขาวรายหนึ่งจึงบอกกับเจ้าหน้าที่จีนคนดังกล่าวว่านี่เป็นเครื่องบินของสหรัฐและของประธานาธิบดีสหรัฐ แต่เจ้าหน้าที่จีนคนดังกล่าวตะโกนกลับมาเป็นภาษาอังกฤษว่า “นี่คือประเทศของเรา นี่คือสนามบินของเรา”

และเมื่อนางไรซ์กับนายเบนโร้ดส์เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวพยายามยกเชือกที่กั้นไว้ขึ้นเพื่อเดินเข้ามาหาโอบามา กลับถูกเจ้าหน้าที่จีนพยายามเข้าขวางทางจนเกิดการโต้เถียงกัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐจะเข้ามาพานางไรซ์ผ่านเจ้าหน้าที่จีนคนดังกล่าวไป

นางไรซ์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในภายหลังว่า “พวกเขาทำในสิ่งที่เราไม่คาดคิดมาก่อน”

#มติชนออนไลน์